นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดําเนินงานของบริษัทสําหรับไตรมาสที่ 4 ของปีการเงิน 2565 มีกําไรก่อนภาษี 242 ล้านบาท เป็นผลมาจากปริมาณการขายสินค้าอยู่ที่ 340,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากสินค้าเหล็กเส้นที่สูงขึ้นตามภาวะตลาดในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น
สำหรับงวด 12 เดือน ปีการเงิน 2565 กําไร 2,600 ล้านบาท จากปริมาณขายสินค้า สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2555 อยู่ที่ 1.33 ล้านตัน สูงกว่าปีที่แล้วร้อยละ 2 จากความต้องการสินค้าเหล็กลวดในประเทศที่ดีขึ้น และการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นช่วยชดเชยกับความต้องการเหล็กเส้นในประเทศที่ลดต่ำลง
นายราจีฟ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิขตามการคาดการณ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าในรอบปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่อัตราร้อยละ 3.2 โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศและการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามการบริโภคภาคเอกชนยังคง ไม่สดใสนัก และการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนยังคงไม่แน่นอน มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงซบเซา ความไม่แน่นอนของการระบาดใหญ่ยังมีอย่างต่อเนื่อง ประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวกับภูมิประเทศ เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน และอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่ เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจนี้ ส่งผลให้ปริมาณขายสินค้า โดยในไตรมาสนี้ ของบริษัทอยู่ที่ 340,000 ตัน เทียบกับปริมาณขาย 321,000 ตันในไตรมาสก่อน สําหรับปริมาณขายสินค้าในปีงบประมาณ 2565 อยู่ที่ 1.33 ล้านต้น ดีกว่าปีก่อนร้อยละ 2 รายได้จากการขายสูงกว่าไตรมาสก่อนและไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
“ขณะนี้ฐานะทางการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาก จากผลการเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจาก ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 2,493 ล้านบาท เนื่องจาก ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 2,699 ล้านบาท จากกําไรสุทธิของปีนี้ ส่งผลให้กําไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรในงบการเงินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 161 ล้านบาท เมื่อเทียบกับขาดทุนสะสม 2,455 ล้านบาท เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2554 และจากการล้างขาดทุนสะสมได้หมดทำให้คณะกรรมการบริษัทได้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจําปี 2564-2565 (1 เมษายน 2564 – 31 มีนาคม 2565) ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท โดยจะจ่ายผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 และกําหนดจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 19 สิงหาคม 2565”
นายราจีฟ กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจ ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะดีขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 65 จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ธุรกิจเหล็กลวดในประเทศยังคงแข็งแกร่งจากราคาต่างประเทศที่สูง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และผู้ผลิตในอาเซียนหันไปส่งออกเหล็กแท่ง
อย่างไรก็ตามแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากสงครามและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานจากข้อจํากัด ด้านโควิดในจีน ส่งผลให้ต้นทุนการแปรสภาพและความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่สูงขึ้น และจากราคาเหล็กยังคงสูงขึ้น ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคจึงชะลอตัวลงขณะนที่โครงการก่อสร้างหลายโครงการมีราคาคงที่ ด้านราคาบิลเล็ตระหว่างประเทศไม่ทําให้มีกําไรในการผลิตเหล็กเส้นของไทย จึงเพิ่มแรงกดดันในการจัดหาเศษเหล็ก
“การส่งออกเหล็กเส้นไปยังแคนาดาอย่างสม่ำเสมอ ตามแผนคือ 28,000 ตัน รวมทั้งการส่งออกไปประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลียที่กำลังดำเนินการ และแผนขยายตลาดไปยุโรปในอนาคต ผลจากธุรกิจเหล็กลวดดําเนินการผลิตเต็มก่าลังจากการติดตั้ง Final Electro Magnetic Stirrers ที่ NTS เพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ และจากตัวชี้วัดหลากหลายขององค์กร อาทิ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า คะแนนการกํากับดูแลกิจการได้แตะระดับสูงสุดมาโดยตลอด รวมถึงการผลักดันด้านดิจิทัล ที่ได้ดําเนินต่อเนื่องในช่องทางการจําหน่ายเหล็กทาทาทางออนไลน์ www.BaanClickBuild.com แอพพลิเคชั่น Tata Steel TH Connected สําหรับลูกค้าบนสมาร์ทโฟน ระบบบริการจัดทําและน่าส่งข้อมูลใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Invoice) ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง แบบออนไลน์ (E-RFX) ระบบบริหารจัดการข้อมูลพนักงานออนไลน์ (HR Easy Connect) ฯลฯ และผลจากการฉีดวัคซีนให้กับพนักงานและผู้รับเหมาครบ 100% ทั้งสองเข็มและ 97% สําหรับเข็มสาม จากปัจจัยสนับสนุนข้างต้นนี้เชื่อว่าจะทำให้แนวโน้มผลการดำเนินของบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”นายราจีฟกล่าว
“การส่งออกเหล็กเส้นไปยังแคนาดาอย่างสม่ำเสมอ ตามแผนคือ 28,000 ตัน รวมทั้งการส่งออกไปประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลียที่กำลังดำเนินการ และแผนขยายตลาดไปยุโรปในอนาคต ผลจากธุรกิจเหล็กลวดดําเนินการผลิตเต็มก่าลังจากการติดตั้ง Final Electro Magnetic Stirrers ที่ NTS เพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ และจากตัวชี้วัดหลากหลายขององค์กร อาทิ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า คะแนนการกํากับดูแลกิจการได้แตะระดับสูงสุดมาโดยตลอด รวมถึงการผลักดันด้านดิจิทัล ที่ได้ดําเนินต่อเนื่องในช่องทางการจําหน่ายเหล็กทาทาทางออนไลน์ www.BaanClickBuild.com แอพพลิเคชั่น Tata Steel TH Connected สําหรับลูกค้าบนสมาร์ทโฟน ระบบบริการจัดทําและน่าส่งข้อมูลใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax Invoice) ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง แบบออนไลน์ (E-RFX) ระบบบริหารจัดการข้อมูลพนักงานออนไลน์ (HR Easy Connect) ฯลฯ และผลจากการฉีดวัคซีนให้กับพนักงานและผู้รับเหมาครบ 100% ทั้งสองเข็มและ 97% สําหรับเข็มสาม จากปัจจัยสนับสนุนข้างต้นนี้เชื่อว่าจะทำให้แนวโน้มผลการดำเนินของบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”นายราจีฟกล่าว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น