WellEra Bangkok เปิดแผนลงทุน 29,000 ล้านบาท ปั้นโครงการเวลเนสคอมเพล็กซ์ใจกลางกรุงเทพฯ ร่วมพาประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก BDMS ในฐานะผู้ลงทุนและผู้พัฒนาโครงการ ผนึก Capella พันธมิตรระดับโลก สร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การบริการ และไลฟ์สไตล์ เพื่อชีวิตที่ดีทุกวันบนพื้นที่ลุมพินี WellEra ยุคสมัยแห่งการมีสุขภาพที่ดีได้มาถึงแล้ว - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

WellEra Bangkok เปิดแผนลงทุน 29,000 ล้านบาท ปั้นโครงการเวลเนสคอมเพล็กซ์ใจกลางกรุงเทพฯ ร่วมพาประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก BDMS ในฐานะผู้ลงทุนและผู้พัฒนาโครงการ ผนึก Capella พันธมิตรระดับโลก สร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การบริการ และไลฟ์สไตล์ เพื่อชีวิตที่ดีทุกวันบนพื้นที่ลุมพินี WellEra ยุคสมัยแห่งการมีสุขภาพที่ดีได้มาถึงแล้ว

 




19 มิถุนายน 2569 – บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ระดับโลก เปิดตัว WellEra (เวล-เอ-ร่า) โครงการ Wellness-Integrated Ecosystem ทุ่มงบลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท บนพื้นที่ทำเลศักยภาพใจกลางย่านลุมพินี ภายใต้แนวคิด “THE DNA OF WORLD WELL-LIVING” โครงการ WellEra ถือเป็นโครงการสุขภาพเชิงบูรณาการ (Wellness Complex) ต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Healthcare และ Scientific Wellness สู่การสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนให้การมีสุขภาพที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง โดยผสานการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, การออกแบบ, อัตลักษณ์ไทย และการบริการระดับโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โครงการ WellEra ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Wellness Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ, BDMS Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน, Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ และ Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต โดยมี Capella แบรนด์ Luxury Hospitality ที่มีชื่อเสียงด้านการบริการระดับโลก เข้ามาร่วมพัฒนาในส่วนที่พักอาศัย ทั้งนี้ “WellEra” มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปีพ.ศ. 2573


แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดเผยว่า ตลอดกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา BDMS ได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการทั้งชาวไทยและนานาชาติในฐานะองค์กรสุขภาพที่ผสานความมุ่งมั่นทางการแพทย์ นวัตกรรมด้านสุขภาพ และมาตรฐานการดูแลระดับสากล เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้คนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ BDMS กำลังก้าวไปอีกขั้นจากบทบาทผู้ให้บริการทางการแพทย์ สู่การร่วมสร้างอนาคตของการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในระยะยาว ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และความต้องการของผู้คนที่จะมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ BDMS จึงวางรากฐานแนวคิด Preventive Medicine และ Personalized Healthcare มาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ Wellness จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจาก RoyalLife Wellness Clinic ภายในโรงพยาบาล สู่การบุกเบิกแนวคิด Scientific Wellness ผ่าน BDMS Wellness Clinic และต่อยอดสู่ WellEra ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีในหลากหลายมิติ เพื่อให้การดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่เป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นได้จริงในทุกวัน ด้วยพื้นฐานความเชื่อที่ว่าคุณค่าที่แท้จริงของการแพทย์ไม่ได้อยู่ที่การรักษาโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย 


“BDMS เดินหน้าพัฒนาโครงการ WellEra ภายใต้งบลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท เพื่อสร้างต้นแบบ Wellness-Integrated Ecosystem แห่งใหม่ที่หลอมรวมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ การแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่าง ไร้รอยต่อ ภายใต้แนวคิด ‘THE DNA OF WORLD WELL-LIVING’ พื้นที่ที่จะทำให้สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกที่กำลังมองหาต้นแบบการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่สุขภาพ คุณภาพชีวิต และการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะเกิดขึ้นได้ พร้อมกัน ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่สำคัญของโลก และศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพในระดับนานาชาติ ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและความพร้อมด้านบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐานในระดับสากล โดย WellEra ตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางลุมพินี หนึ่งในทำเลศักยภาพสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่ผสานความเชื่อมโยงของเมือง พื้นที่สีเขียว คุณภาพชีวิต และศักยภาพที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นโครงการที่นำองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellness และ Preventive Medicine มาหลอมรวมเข้ากับหลากหลายมิติของการใช้ชีวิต เพื่อให้การเพิ่ม Healthspan หรือช่วงชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง” 

  


“เราเชื่อมั่นว่า โครงการ WellEra สะท้อนถึงพัฒนาการครั้งสำคัญในการก้าวจากบทบาทผู้ให้บริการทางการแพทย์ สู่การร่วมออกแบบอนาคตของการใช้ชีวิตให้กับผู้คนในระยะยาว ภายใต้รากฐานความเชื่อที่ว่าปัจจัยที่กำหนดสุขภาพของผู้คนจะไม่ได้อยู่เพียงในระบบการรักษาพยาบาล หากแต่อยู่ในทุกองค์ประกอบของการดำเนินชีวิต พร้อมกันนี้โครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งของประเทศไทยบนเวทีโลกในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” แพทย์หญิงปรมาภรณ์ กล่าวเสริม

                   



นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS กล่าวว่า “ปัจจุบันมนุษย์ทั่วโลกมีอายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) 71.4 ปี แต่มีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) เพียง 61.9 ปี ขณะที่คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 75.3 ปีและมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี 65.8 ปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากต้องใช้เวลากว่า 10 ปีสุดท้ายอยู่กับความเจ็บป่วยและการพึ่งพาระบบการรักษา ขณะเดียวกันองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมรอบตัว มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้พันธุกรรม ส่งผลให้แนวคิดด้านสุขภาพของโลกเปลี่ยนผ่านจากการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย (Reactive Healthcare) สู่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Proactive Healthcare) และ Scientific Wellness ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาวควบคู่กับการมีสุขภาพที่ดี แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาวะ แต่ยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ ‘Wellness Hub Thailand: The Land of Life หรือ ดินแดนแห่งชีวิต’ ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก โดยปัจจุบัน Global Wellness Economy มีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2572 ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพโลก ด้วยมูลค่ากว่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ที่เติบโตถึง 36.4% และที่อยู่อาศัยเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Real Estate ที่ขยายตัวกว่า 22.9% ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนทั่วโลกไม่ได้มองหาการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาระบบนิเวศการใช้ชีวิตที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการต่อยอดจุดแข็งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว การบริการแบบไทย อาหารไทย และการแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการเป็น Wellness Hub ของภูมิภาค ทั้งยังสอดคล้องกับทิศทางของภาครัฐที่เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub และตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจสุขภาพให้มีมูลค่ากว่า 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่า 11% ของ GDP ประเทศในอนาคต”



นายแพทย์ตนุพล กล่าวเสริมว่า แนวคิด Wellness-Integrated Ecosystem หรือการสร้างระบบนิเวศที่ออกแบบให้สุขภาพเป็นศูนย์กลางของทุกมิติการใช้ชีวิตของ WellEra นั้น มี BDMS เป็นรากฐานของ Scientific Wellness เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมนำหลักการดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์และ เวชศาสตร์ป้องกันสู่การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้การมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในสถานพยาบาล แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุกวันอย่างแท้จริง ผ่าน WellEra Ecosystem ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่ทำงานเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน ได้แก่ Branded Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ ที่ผสานมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ากับการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งช่วยให้ผู้คนเข้าใจสุขภาพตนเอง วางแนวทางการดูแลที่เหมาะสม และสร้างพฤติกรรมที่นำไปสู่สุขภาวะที่ดีในระยะยาว Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ ที่ออกแบบเพื่อการพักผ่อน ส่งเสริม สุขภาวะ และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล และ Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต พบปะ และสร้างคอมมูนิตี้ที่มีคุณภาพ ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสนับสนุนสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะในระยะยาว “WellEra จะเป็นต้นแบบของโครงการสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการพาประเทศไทยไปสู่การเป็นเมืองสุขภาพ (Wellness City) และเป้าหมายสูงสุดคือ ประเทศสุขภาพดี หรือ Wellness Country ได้ในที่สุด”  



นอกจากนี้ WellEra ยังสร้างแรงขับเคลื่อนครั้งใหม่ของที่อยู่อาศัย ด้วยการเปลี่ยนมุมมองจากการลงทุนสินทรัพย์ที่เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง สู่การลงทุนในระบบนิเวศที่ให้คุณค่าสูงด้านสุขภาวะ ผ่านการผสมผสานโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์เชิงป้องกันเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ในอดีตผู้คนอาจตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยจากทำเล ความสะดวกสบาย หรือความหรูหรา แต่ในอนาคต ผู้คนจะเลือกที่อยู่อาศัยหรือบ้านจากศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาวะ โดยจากประสบการณ์กว่า 20 ปีในการบุกเบิกด้าน Preventive Medicine และ Scientific Wellness รวมถึงการดูแลผู้รับบริการที่ผ่านมา BDMS Wellness Clinic ได้นำองค์ความรู้ทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และข้อมูลเชิงลึกมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ ‘BDMS Wellness Clinic 6S+ Strategy : The Science of Living Well’ ซึ่งต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตามหลัก Scientific Wellness และเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ผ่าน 6 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Sleep, Strong, Soul, Smart, Social และ Span ซึ่งเป็นรากฐานในการออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาวะ ตั้งแต่การนอนหลับ การดูแลสุขภาพกายและใจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิต การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการมีอายุยืนอย่างแข็งแรงและมีสุขภาวะที่ดี



นายแพทย์ตนุพล อธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สุขภาพของมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดจากพันธุกรรมหรือการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากสภาพแวดล้อมและรูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยเฉพาะ “ที่อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้เวลามากกว่าหนึ่งในสามของชีวิต WellEra จึงนำมาตรฐานการพัฒนาอาคารชั้นนำระดับโลกมาเป็นรากฐานในการออกแบบและพัฒนาโครงการ ตั้งแต่ LEED Gold ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม Fitwel 3-Star ที่ส่งเสริมสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร ไปจนถึง WELL Platinum ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงสุดด้านสุขภาวะที่พัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ เพื่อประเมินว่าสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบสามารถส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยได้จริงในระยะยาว



พร้อมเสริมด้วยแนวคิด 6S+ Surrounding ที่ต่อยอดจากงานวิจัยที่ระบุว่ามนุษย์ใช้เวลากว่า 90% ของชีวิตภายในอาคาร หายใจกว่า 20,000 ครั้งต่อวัน และใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตไปกับการนอนหลับ WellEra จึงนำองค์ความรู้ด้าน Scientific Wellnessมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบสภาพแวดล้อม ตั้งแต่อากาศ (Air) น้ำ (Water) แสง (Light) เสียง (Sound) ไปจนถึงอุณหภูมิและความชื้นภายในอาคาร (Thermal) เพื่อให้ที่อยู่อาศัยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยมีรายละเอียดดังนี้

 อากาศ (Air) ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผ่านมาตรฐานอากาศเพื่อสุขภาพ – อากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ งานวิจัยในระดับสากล ระบุว่าการสัมผัสฝุ่น PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในระดับสูงอาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง คุณภาพการนอนหลับ และสุขภาพในระยะยาว WellEra จึงนำแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพอากาศทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบโครงการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดี พร้อมด้วยระบบกรอง PM 2.5 สูงถึง 95% ในระดับ MERV-14 (Minimum Efficiency Reporting Value) มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อโรคได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU)

 น้ำ (Water) คุณภาพน้ำที่ดี จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ยั่งยืน - งานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลกระทบของสารปนเปื้อนที่อาจพบในแหล่งน้ำมากขึ้น ทั้งการตรวจพบไมโครพลาสติกสะสมในคราบไขมันที่อุดตันหลอดเลือด ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Infarction: MI) และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) รวมถึงการได้รับสารพลอยได้จากน้ำใช้ เช่น สารไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes: THMs) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น โครงการ WellEra จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้รับน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับทั้งการอุปโภคและบริโภค โดยน้ำสำหรับการอุปโภคผ่านระบบกรอง Carbon Filtration และ UV เพื่อลดสิ่งปนเปื้อน ขณะที่น้ำดื่มได้รับการกรองระบบพิเศษเพิ่มเติมเพื่อจัดการไมโครพลาสติกและสิ่งเจือปนขนาดเล็กต่าง ๆ สะท้อนแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เริ่มต้นจากรายละเอียดใกล้ตัว 

 แสง (Light) ปัจจัยสำคัญต่อนาฬิกาชีวภาพและคุณภาพการนอนหลับ - แสงไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้ความสว่าง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ซึ่งส่งผลต่อการนอนหลับ ความตื่นตัว อารมณ์ และความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม ทั้งนี้จากงานวิจัยยังพบว่าการได้รับแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอในช่วงกลางวันช่วยเพิ่มสมาธิ กระตุ้นการสร้างเซโรโทนิน หรือ “ฮอร์โมนแห่งความสุข” และส่งผลดีต่ออารมณ์ ขณะที่การลดความเข้มของแสงในช่วงเย็นและการนอนในสภาพแวดล้อมที่มืดอย่างเหมาะสม ช่วยสนับสนุนการหลั่งเมลาโทนินและคุณภาพการนอนหลับ WellEra จึงนำแนวคิด Circadian-Friendly Light Design มาใช้ในการออกแบบแสงในโครงการ นอกจากนี้ ยังมีระบบ Daylight Balance Without Fatigue โดยควบคุมค่า UGR (Unified Glare Rating หรือ ดัชนีวัดความแยงตาจากแสงสว่าง) อยู่ที่ 16 หรือต่ำกว่า เพื่อให้ทุกพื้นที่เข้าถึงแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับจังหวะการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย

 เสียง (Sound) ความเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพการพักผ่อน - เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน (Night-time Noise) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการนอนหลับ และสุขภาพในระยะยาว โดยงานวิจัยพบว่า การเพิ่มขึ้นของระดับเสียงรบกวน 10 เดซิเบล (dB) อย่างต่อเนื่อง ในบริเวณที่พักอาศัย อาจกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียดและทำให้หลับลึกน้อยลง ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้นแม้ในขณะนอนหลับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 27% การออกแบบทุกองค์ประกอบของ WellEra จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบด้าน Acoustic Engineering ผ่านการติดตั้ง High Performance Wall ที่มีมาตรฐาน STC-60 (Sound Transmission Class) ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้สูงสุดถึง 60 เดซิเบล (dB) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน การนอนหลับ และการใช้ชีวิตในทุกวัน 

 อุณหภูมิและความชื้น (Thermal) สมดุลของสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดี - งานวิจัยพบว่าสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะอาคารเป็นพิษ (Sick Building Syndrome: SBS) และเอื้อต่อสุขภาพโดยรวม ขณะที่ความชื้นที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อโรคในอากาศ โดยความชื้นต่ำกว่า 40% เอื้อต่อการอยู่รอดของไวรัส และความชื้นสูงกว่า 60% เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา WellEra จึงออกแบบระบบควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในระดับสบายตัวที่ 50 – 65% RH (Relative Humidity) ตามมาตรฐาน ASHRAE (มาตรฐานภาวะแวดล้อมเพื่อความสบายของมนุษย์) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สบายต่อการอยู่อาศัย พร้อมช่วยลดปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อราและสิ่งปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ



อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับ WellEra คือ “Healthcare Humanware Supported by BDMS” แนวคิดการดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตประจำวันเข้ากับระบบบริการสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์พร้อมให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับบริการจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเฉพาะทางตามความต้องการ รวมถึงการออกแบบแนวทางดูแลสุขภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงวัยและความต้องการของแต่ละบุคคล (Adaptive Lifetime Integration) พร้อมระบบรองรับเหตุฉุกเฉินด้วยรถพยาบาลและบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ (Emergency Helicopter & Ambulance) เพื่อสร้างความมั่นใจด้านสุขภาวะ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในระยะยาว 



นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติมว่า BDMS ยังสร้างปรากฏการณ์ในการนำปรัชญาด้านการแพทย์มาผสมผสานเข้ากับปรัชญาการบริการระดับโลกจาก Capella ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ ในชื่อ “Capella Residences Bangkok at WellEra” ภายใต้แนวคิดที่ว่า “บ้านที่ดี ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่คือสถานที่ที่ช่วยให้เรานอนดี, หายใจดี, จิตใจสงบ, สุขภาพแข็งแรง และอยู่ดีได้นานขึ้น” โดยเป็นโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Capella แห่งแรกของประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำมาตรฐานการบริการระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว, ความพิถีพิถัน และการดูแลแบบเฉพาะบุคคล มาหลอมรวมเข้ากับประสบการณ์การอยู่อาศัยในทุกรายละเอียด 



สำหรับในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา BDMS มีรายได้รวม 113,272 ล้านบาท โดยธุรกิจเวลเนสสามารถสร้างสัดส่วนรายได้ถึง 12% ของรายได้รวมทั้งหมดของเครือ ที่มูลค่าประมาณ 13,600 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เวลเนสไม่ใช่ธุรกิจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนหลักสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการกว่า 150 สัญชาติทั่วโลก ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการด้าน Scientific Wellness กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และ ‘เวลเนส’ ได้เปลี่ยนผ่านจากโอกาสทางธุรกิจ สู่การเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตของระบบสุขภาพ ซึ่ง WellEra จะมีส่วนช่วยผลักดันบทบาทของประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติในการเป็น Wellness Destination of the World นายแพทย์ตนุพล กล่าวทิ้งท้าย


วิสัยทัศน์ดังกล่าวยังได้รับความเชื่อมั่นจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก อย่าง Capella Hotel Group ที่มองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่จุดหมายปลายทางแห่งอนาคตด้านสุขภาพ เวลเนส และคุณภาพชีวิต โดยนายโรแลนด์ ฟาเซิล ประธานกลุ่มบริษัท Capella Hotel Group กล่าวว่า “ที่ Capella เราเชื่อว่าสถานที่ที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงสถานที่ที่ผู้คนอาศัยอยู่ แต่เป็นสถานที่ที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในทุกวัน นั่นคือเหตุผลที่ WellEra สร้างความประทับใจให้กับเรา เพราะเป็นโครงการที่นำมิติด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมาเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบการอยู่อาศัย สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ในวันที่เวลเนสกำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เราเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับที่อยู่อาศัยที่สนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนในชุมชน และตอบรับแนวคิดการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะ WellEra ได้หลอมรวมองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในรูปแบบที่ทั้งมีวิสัยทัศน์และสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่เป็นการร่วมสร้างชุมชนที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ไปสู่คนรุ่นต่อไป”


ด้าน นางสาวฐิติพร หนูคง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า WellEra เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของผู้ชำนาญการจากหลากหลายสาขาทั่วโลก ทั้งด้านการแพทย์ เวลเนส สถาปัตยกรรม วิศวกรรม การบริการ และการพัฒนาเมือง เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ด้านสุขภาวะให้เกิดขึ้นจริงในรูปแบบของ Future Wellness Living Ecosystem ซึ่งทุกองค์ประกอบของโครงการได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และทำให้สุขภาวะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ โดย โครงการ WellEra มีพื้นที่โครงการรวมกว่า 2 ล้าน square feet หรือกว่า 2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วย Branded Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพที่ผสานมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ากับการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ ภายใต้แบรนด์ Capella พันธมิตรระดับโลก จำนวน 45 ชั้น 262 ยูนิต Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ จำนวน 20 ชั้น 168 ห้องพัก Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต ทั้งนี้ พื้นที่โครงการได้รับการจัดสรรเพื่อรองรับการใช้ชีวิตและกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาวะ ทั้งพื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้คน


อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของโครงการคือแนวคิด “Smile Building” ซึ่งพัฒนาขึ้นจากความเชื่อว่าอาคารที่ดีไม่ได้วัดจากความสวยงามหรือความสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้คนที่ใช้งานในทุกวัน ผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกปลอดภัย ความสบายใจ การเชื่อมต่อกับธรรมชาติ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เปรียบเสมือน ‘รอยยิ้ม’ ที่ส่งต่อความรู้สึกที่ดีตั้งแต่แรกพบ โดยร่วมพัฒนากับ KPF (Kohn Pedersen Fox) บริษัทสถาปนิกชั้นนำจากนิวยอร์กผู้ออกแบบ Hudson Yards, Lotte World Tower ในกรุงโซล และอาคารสัญลักษณ์กว่า 300 แห่งใน 40 ประเทศทั่วโลก โดย KPF นำมาตรฐานการออกแบบระดับสากลมาผสานกับเสน่ห์ของ Thai Hospitality และบริบทของเมืองกรุงเทพฯ เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะท้อนทั้งความเป็นสากลและอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างกลมกลืน พร้อมยกระดับ WellEra ให้เป็นต้นแบบของการพัฒนา Wellness Living แห่งอนาคต 


นอกจากนี้ทุกพื้นที่ภายในโครงการได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้งานผ่าน “Smile Curve of Daily Life” ที่มุ่งออกแบบจังหวะการใช้ชีวิตให้เกิดความสมดุลในทุกวัน ตั้งแต่การเคลื่อนไหว การพักผ่อน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พร้อมผสานแนวคิดการออกแบบที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ (Biophilic Design) เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงในเมือง ผ่านพื้นที่สีเขียว เส้นทางสัญ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad