ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกั
บความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่
ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่
ไม่ใช่เพียง “จะเติบโตอย่างไร” แต่คือ “จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่
างไร” สำหรับ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ
BJC คำตอบอยู่ที่การสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้ทุกส่วนขององค์กรสามารถสร้างคุณค่าและสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างต่อเนื่อง
ภายใต้การนำของ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BJC ได้พัฒนาองค์กรจากธุรกิจการค้าดั้งเดิม สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรที่ครอบคลุมการผลิต การกระจายสินค้า ธุรกิจด้านสุขภาพ และค้าปลีกสมัยใหม่ จนกลายเป็นหนึ่งใน Business Ecosystem ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย “เราไม่ได้มองการเติบโตเป็นเพียงการขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการสร้างระบบที่ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเป็นการเติบโตที่สร้างคุณค่าให้กับทุกคนใน Ecosystem” นางฐาปณีกล่าว
ปัจจุบัน BJC ดำเนินธุรกิจผ่าน 4 Supply Chain หลัก ได้แก่ Packaging, Consumer, Healthcare & Technical และ Modern Retail ซึ่งร่วมกันสร้างยอดขายกว่า 154,000 ล้านบาทต่อปี สิ่งที่ทำให้โมเดลของ BJC แตกต่างจากองค์กรขนาดใหญ่ทั่วไป คือการออกแบบให้แต่ละธุรกิจเชื่อมโยงและเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน มากกว่าการดำเนินงานแบบแยกส่วน ตั้งแต่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ซึ่ง BJC เป็นผู้ผลิตขวดแก้วรายใหญ่ที่สุดในอาเซียนและผู้ผลิตกระป๋องอลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เชื่อมต่อสู่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าครอบคลุมกว่า 243,000 ร้านค้าในประเทศไทยและเวียดนาม เบื้องหลังการเชื่อมโยงดังกล่าวคือระบบโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้าที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้มากกว่า 1.3 ล้านลังต่อวัน ขณะที่ธุรกิจ Healthcare & Technical ช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์สู่โรงพยาบาล คลินิก และร้านขายยาทั่วประเทศ และจุดเปลี่ยนสำคัญของ Ecosystem แห่งนี้คือ การเข้าซื้อกิจการ Big C ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการขยายสู่ธุรกิจค้าปลีก แต่เป็นการสร้างช่องทางเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้บริโภคผ่านร้านค้ากว่า 1,750 สาขา สมาชิก Big Point มากกว่า 22 ล้านราย และเครือข่ายกว่า 132,000 ร้านค้า
สิ่งที่ BJC ได้รับจึงไม่ได้มีเพียงช่องทางจำหน่าย แต่คือข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคที่สามารถส่งกลับไปยังต้นน้ำของห่วงโซ่คุณค่าแบบ Real-Time ช่วยให้บริษัทพัฒนาสินค้า ปรับปรุงประสิทธิภาพซัพพลายเชน และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในมุมมองของนักลงทุน ความหลากหลายของธุรกิจอาจถูกมองว่าเป็นความท้าทายในการบริหารจัดการ แต่สำหรับ BJC ความหลากหลายดังกล่าวถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันภายใต้โครงสร้างเดียวกัน จึงไม่ใช่การกระจายการลงทุนแบบแยกส่วน หากเป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่สามารถสนับสนุนและเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของตลาด เมื่อธุรกิจหนึ่งเผชิญแรงกดดัน ธุรกิจอื่นใน Ecosystem ยังคงสามารถสร้างการเติบโตและรักษาสมดุลขององค์กรโดยรวมได้ ขณะเดียวกัน การมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การผลิตจนถึงผู้บริโภคปลายทาง ยังช่วยให้ BJC มองเห็นแนวโน้มและสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็วกว่าการดำเนินธุรกิจแบบแยกส่วน สำหรับ BJC ความสามารถในการเติบโตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในโลกธุรกิจปัจจุบัน แต่ความสามารถในการสร้างความแข็งแกร่งและรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะยาวต่างหากที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ “เมื่อทุกธุรกิจในเครือสามารถสร้างคุณค่าและส่งต่อคุณค่าให้กันได้ เราไม่ได้สร้างเพียงการเติบโตขององค์กร แต่กำลังสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันของทั้งระบบ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางฐาปณีกล่าว
ในวันที่หลายองค์กรกำลังมองหาสูตรการเติบโตใหม่ BJC กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ความได้เปรียบทางการแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่การมีธุรกิจจำนวนมากที่สุด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงธุรกิจ ผู้คน ข้อมูล และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กลายเป็น Ecosystem ที่เติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
หมายเหตุ: ข้อมูลทางธุรกิจและผลการดำเนินงานอ้างอิง ณ เดือนมีนาคม 2569 เว้นแต่ข้อมูลเครือข่ายร้านค้า 132,000 ร้านค้า ซึ่งอ้างอิง ณ สิ้นปี 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น