เดินหน้าขยายกลยุทธ์ฐานผู้ให้บริการ หนุนลูกค้าคว้าโอกาสการเติบโตจาก AI ด้วยโซลูชันเครือข่ายและระบบการประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด
กรุงเทพมหานคร – 5 มีนาคม 2569 - HPE (NYSE: HPE) เปิดตัวโซลูชันใหม่ด้านเครือข่ายและระบบประมวลผล ในงาน Mobile World Congress 2026 (MWC 2026) ณ กรุงบาร์เซโลนา เพื่อเร่งยกระดับความทันสมัยของผู้ให้บริการ โดยโซลูชันและขีดความสามารถใหม่จากนวัตกรรมใหม่ล่าสุด จะเข้ามาช่วยให้ลูกค้าของ HPE สามารถสร้างและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีที่มีความหน่วงต่ำ รองรับปริมาณงานความจุสูง และออกแบบในสถาปัตยกรรมแบบ AI-Native ครอบคลุมตั้งแต่ระบบแกนหลัก (Core) ไปจนถึงเอดจ์ (Edge)
รามิ ราฮิม รองประธานบริหาร ประธานและผู้จัดการทั่วไป HPE Networking กล่าวว่า “โครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของผู้ให้บริการ HPE จึงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนลูกค้าให้สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการสร้างเครือข่ายอัจฉริยะยุคใหม่ที่สามารถรองรับการดำเนินงานที่ซับซ้อน ปริมาณทราฟฟิกข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และศักยภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก AI และด้วยโครงสร้างพื้นฐานสมรรถนะสูงที่ผสานเข้ากับการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ที่ง่ายขึ้น ครอบคลุมทั้งการประมวลผล ศูนย์จัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และระบบความปลอดภัยในตัว HPE จะสามารถช่วยให้ลูกค้าสามารถจำลองเครือข่าย และการส่งเสริมระบบเครือข่ายให้ทันสมัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนของการดำเนินงาน และสร้างบริการใหม่ที่มีมูลค่าสูง พร้อมต่อยอดสู่ขีดความสามารถด้าน AI ขั้นสูงต่อไป”
ก้าวสำคัญล่าสุดของการผสานการดำเนินงานระหว่าง HPE และ Juniper Networks คือการวางกลยุทธ์ขยายขอบเขตการดำเนินงานแก่ผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นพัฒนาเครือข่ายให้มีความปลอดภัย มีสมรรถนะสูง และออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบ AI-Native ซึ่งสามารถตรวจจับและแก้ไขปัญหาเชิงรุก รับประกันคุณภาพการให้บริการสำหรับเวิร์กโหลด AI และมอบความคล่องตัวระดับคลาวด์สำหรับบริการแบบ Managed Services โดยการผสานความแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัทในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่สำหรับผู้ให้บริการของทั้ง HPE และ Juniper Networks ผสานกับความชำนาญเชิงลึกครอบคลุมด้านเครือข่าย การประมวลผล ระบบความปลอดภัย และระบบคลาวด์
พอร์ตโฟลิโอสินค้าด้าน Data Center และโครงสร้างระบบ Routing ของ HPE เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริการ ผู้ให้บริการคลาวด์ และองค์กรระดับคลาวด์สเกล (Cloud-scale Enterprise) สามารถขยายเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับกับเวิร์กโหลด AI ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด หัวใจสำคัญของความสามารถดังกล่าวคือเราเตอร์ Juniper PTX Series ที่พัฒนาบนชิป Juniper Express 5 ASIC ซึ่งให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ส่งผลให้แพลตฟอร์ม PTX รุ่นล่าสุดมอบสมรรถนะสูงเป็นพิเศษ ความหนาแน่นระดับ Ultra-High Density ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้น และการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ Data Center ที่มีความปลอดภัยสูง
ภายในงาน MWC 2026 นั้น HPE ได้จัดแสดงนวัตกรรมและขีดความสามารถใหม่ด้านเครือข่าย Networking ดังนี้
เราเตอร์แบบโมดูลาร์ Juniper PTX12000 รุ่นใหม่ ช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถรองรับและขยายทราฟฟิก AI และคลาวด์ได้โดยไม่ต้องออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ซ้ำ ๆ ด้วยความหนาแน่นพอร์ต 800G ระดับ Ultra-Dense บนแพลตฟอร์มที่รองรับ 1.6T เราเตอร์รุ่นนี้จึงสามารถรักษาสมรรถนะที่คาดการณ์ได้ พร้อมค่าความหน่วงต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณทราฟฟิกจะเติบโตขึ้น โดยแพลตฟอร์มสามารถรองรับการขยายขนาดได้สูงสุด 345.6T สำหรับรุ่น PTX12008 แบบช่อง 8 สล็อต และ 518.4T สำหรับรุ่น PTX12012 แบบช่อง 12 สล็อต ช่วยให้เพิ่มขีดความสามารถด้านความจุได้อย่างราบรื่น โดยยังคงความสอดคล้องของสถาปัตยกรรม พร้อมลดความหน่วง การใช้พลังงาน และต้นทุนโดยรวม
เราเตอร์ Juniper PTX10002 รุ่นใหม่ แบบ Fixed Form Factor มอบขีดความสามารถด้านการกำหนดเส้นทางความหนาแน่นสูงในขนาดกะทัดรัดเพียง 2RU เหมาะสำหรับโครงสร้างเครือข่าย AI (AI Network Fabric) รองรับอัตราการรับส่งข้อมูลสูงสุด 28.8T หรือ 14.4T พร้อมตัวเลือกพอร์ตแบบ Multi-Rate ที่ยืดหยุ่น ทั้ง 100G 400G และ 800G การขยายพอร์ตโฟลิโอครั้งนี้ช่วยให้สามารถปรับขนาดคลัสเตอร์ AI และการเชื่อมต่อ WAN ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมอบความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพื้นที่ การใช้พลังงาน และความหนาแน่นของพอร์ต เพื่อรองรับทราฟฟิก AI และคลาวด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
Juniper Routing Director รองรับการทำงานแบบ Agentic AI แล้ว เปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเชื่อมต่อ Routing Director เข้ากับ AI Co-Pilot ของตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาการกำหนด Routing ของ WAN ได้อย่างรวดเร็ว และยกระดับความเรียบง่ายในการบริหารจัดการระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการประยุกต์ใช้ Agentic AI เพื่อทำ Workflow Automation ปรับแต่งประสิทธิภาพการกำหนด Routing ของ WAN และยกระดับการดำเนินงานแบบ AI-Native หลังการติดตั้ง (Post-Deployment Operations) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ภายในงาน MWC HPE ยังได้จัดแสดงนวัตกรรมใหม่ด้านการประมวลผล ที่ช่วยเร่งการนำ 5G และ AI ไปใช้งานจริง เสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัย และยกระดับระบบอัตโนมัติให้ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ระดับเอดจ์ไปจนถึงเครือข่ายแกนหลัก (Core Network) ได้แก่
HPE ProLiant Compute EL9000 chassis และเซิร์ฟเวอร์ EL140 Gen12 มาพร้อมแบนด์วิดท์เครือข่าย Fronthaul เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และจำนวนคอร์ประมวลผลเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถรองรับทราฟฟิกเครือข่ายได้เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าบนเซิร์ฟเวอร์เพียงเครื่องเดียว ชุดอุปกรณ์อันทรงพลังนี้พร้อมส่งมอบการประมวลผลสูงสุด 72 CPU Cores และพอร์ตเครือข่ายสูงสุด 24 พอร์ตต่อเซิร์ฟเวอร์ ภายในรูปแบบ 2U ขนาดกะทัดรัด โดยรองรับได้สูงสุดสองเซิร์ฟเวอร์ต่อหนึ่ง chassis ขับเคลื่อนด้วย Intel® Xeon® 6 SoC พร้อมเทคโนโลยี vRAN Boost และเสริมความมั่นคงปลอดภัยด้วยระบบรักษาความปลอดภัยในตัวของ HPE เพื่อปกป้องระบบและข้อมูลสำคัญ พร้อมรองรับมาตรฐานความปลอดภัยเครือข่ายล่าสุด
การผสานรวม Juniper Cloud Native Router ซึ่งปัจจุบันรองรับการทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ HPE ProLiant Compute DL110 ขนาด 1U และ เซิร์ฟเวอร์ HPE ProLiant EL140 Gen12 ขนาด 2U รุ่นใหม่ ช่วยรวมฟังก์ชัน RAN และงานประมวลผลไว้บนเซิร์ฟเวอร์เดียว ช่วยส่งเสริมให้ผู้ให้บริการสามารถลดการใช้ฮาร์ดแวร์เราเตอร์ที่สถานีฐาน (Cell Site) ลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดซื้ออุปกรณ์ และลดต้นทุนพลังงานในการดำเนินงานระยะยาว
ขณะที่ผู้ให้บริการเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI ผู้ให้บริการต่างจำเป็นต้องปรับแนวทางการบริหารจัดการคลาวด์ใหม่ จากแรงกดดันด้านต้นทุนการจำลองเครือข่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อกำหนดด้านอธิปไตยข้อมูลของแต่ละประเทศ และความจำเป็นในการผสานระบบเครื่องเสมือน (VM) และคอนเทนเนอร์เข้าด้วยกันบนโครงข่ายหลัก 5G โดย HPE Cloud Ops Software เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการคลาวด์แบบครบวงจร ที่รวมการจัดการการจำลองเครือข่ายและคอนเทนเนอร์ เข้ากับระบบติดตามและวิเคราะห์สถานะการทำงานของระบบแบบครบทุกชั้น เสริมด้วยระบบวิเคราะห์ Observability และ AIOps ความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบ DevOps Automation และ FinOps ครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมแบบหลายคลาวด์และหลายผู้ให้บริการ โซลูชันนี้ช่วยให้สามารถควบคุมและบริหารคลาวด์ส่วนตัวได้จากศูนย์กลาง (Unified Control Plane) ลดการพึ่งพาระบบที่มีต้นทุนสูง และรองรับการให้บริการแก่ผู้ใช้งานหลายรายได้อย่างปลอดภัยในระดับสูง ด้วยการผสานระบบอัตโนมัติ Lifecycle Management และการแก้ไขปัญหาเชิงรุกไว้ในแพลตฟอร์มเดียว HPE Cloud Ops Software ช่วยให้ผู้ให้บริการลดความเสี่ยง ควบคุมต้นทุน เร่งเปิดตัวบริการใหม่ และเปิดให้บริการ AI-Driven และ Managed Services ได้อย่างมั่นใจ
เรย์ โมตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนักวิเคราะห์ระดับสูง ACG Research กล่าวว่า “ในยุคที่ AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบทราฟฟิกเครือข่าย และผลักดันความต้องการด้าน Uplink ความหน่วงต่ำ และความจุที่สูงขึ้น ผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และด้วยพอร์ตโฟลิโอชั้นนำของ HPE ที่ครอบคลุมระบบ Routing และสวิตชิ่งสมรรถนะสูง ระบบอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI สถาปัตยกรรมคลาวด์สำหรับโทรคมนาคม และระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ให้บริการมีความพร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ของการเชื่อมต่อที่ขับเคลื่อนด้วย AI จึงทำให้ HPE สามารถมอบทั้งรากฐานด้านสถาปัตยกรรมและการดำเนินงานที่จำเป็น ช่วยให้ผู้ให้บริการมีบทบาทในการขับเคลื่อนวงการด้วย AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ และสามารถนำเสนอบริการดิจิทัลที่ปลอดภัย ทำงานแบบอัตโนมัติ และให้บริการแบบ on-demand ในระดับสูง ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย”
HPE Financial Services (HPEFS) เปิดตัวโปรแกรมทางการเงินใหม่ 90/9 Advantage
ท่ามกลางความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก HPEFS เดินหน้าสนับสนุนองค์กรให้เร่งลงทุนด้าน AI และโครงการ Modernization ได้อย่างมั่นใจ ผ่านโปรแกรมทางการเงิน 90/9 Advantage ซึ่งมอบเงื่อนไขไม่ต้องชำระเงินในช่วง 90 วันแรก ก่อนเริ่มชำระค่าเช่ารายเดือนในอัตราพิเศษเพียง 1% ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 9 เดือนถัดไป โดยโปรแกรมจะครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอของ HPE ทั้งด้าน Networking, Compute, Storage และ Software
HPE โชว์นวัตกรรมล้ำสมัยที่บูธในงาน Mobile World Congress
ภายในงาน MWC 2026 บูธของ HPE นำเสนอการสาธิตสด (Live Demo) ที่สะท้อนศักยภาพในการช่วยลูกค้าปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุน สร้างรายได้ใหม่จาก AI และเร่งระยะเวลาในการนำโซลูชันไปใช้งานจริง พร้อมกันนี้ HPE ยังถ่ายทอดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของการเชื่อมต่อทั้งแบบมีสายและไร้สาย ผ่านโซลูชันล่าสุดในกลุ่ม Routing, Edge Compute, Private 5G, Wi-Fi และ Unified SASE
นอกจากนี้ HPE ยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางที่องค์กรสามารถเตรียมศูนย์ข้อมูลให้พร้อมรองรับความต้องการของ AI ผ่านโซลูชัน Private Cloud แบบครบวงจรรุ่นล่าสุดสำหรับงาน AI พร้อมทั้งจัดแสดงเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ของ HPE ที่ได้รับการออกแบบและปรับแต่งเพื่อรองรับเครือข่ายของผู้ให้บริการโดยเฉพาะ รวมถึงโซลูชันเครือข่ายสำหรับวิทยาเขตและสาขาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานและสร้างโอกาสรายได้ใหม่













ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น