ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 69 แกร่งขึ้น 17% จากช่วง เดียวกันของปีก่อน สู้วิกฤตคะวันออกกลาง คุมต้นทุน - มุ่งบริหาร ฐานผลิตอาเซียน - ดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง - เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGG สร้างความ "แข็งแกร่ง" ระยะยาว - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 69 แกร่งขึ้น 17% จากช่วง เดียวกันของปีก่อน สู้วิกฤตคะวันออกกลาง คุมต้นทุน - มุ่งบริหาร ฐานผลิตอาเซียน - ดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง - เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGG สร้างความ "แข็งแกร่ง" ระยะยาว

 



ผลประกอบการ SCG  ไตรมาส 1 ปี 69   แกร่งขึ้น 17% จากช่วง เดียวกันของปีก่อน  สู้วิกฤตคะวันออกกลาง   คุมต้นทุน -  มุ่งบริหาร ฐานผลิตอาเซียน - ดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง - เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC  และ SCGG สร้างความ "แข็งแกร่ง" ระยะยาว



กรุงเทพฯ – 30 เมษายน 2569: ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA 14,929 ล้านบาท แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดสถานการณ์ตะวันออกกลางทำเศรษฐกิจโลกชะลอ ราคาพลังงาน วัตถุดิบผันผวนต่อ เร่งกลยุทธ์ “ระยะสั้น” บริหารต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ดูแลลูกค้าต่อเนื่อง ด้วย Daily War Room ปรับตัวทันท่วงที พร้อมเดินหน้าวินัยการเงิน เข้มข้น “ระยะ 2 ปี (2569-2570)” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว บริหารความได้เปรียบจากฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ใช้ Robotics & Automation เดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม คืบหน้าตามแผน – ผลักดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง - เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC -ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร

                                     


นาสธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “ไตรมาส 1 ปี 2569 เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นราชการที่ ไม่ใช่เงินสด) 14.929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6.223 ล้านบาท และรายได้จากการ ขายรวม 123.327 ล้านบาท แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบมันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และ หลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์นี้จะยึดเยื้อต่อ แต่การที่เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้ สามารถตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน และ คุมสถานการณ์ได้จริง ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง ทั้ง “แผนระยะสั้น” บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง “Daily War Room ซึ่งทำาหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการติดตามและบริหาน ต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าคลอคซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน เข้มข้น เพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง ส่วน “แผนระยะ 2 ปี (2560-2570) เอสซีจีมุ่งสร้างกล้ามเนื้อ ด้วยการบริหารความได้เปรียบจาก การมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า พร้อม เดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผน ตลอดจนผลักดันสินค้ากรีน (Green Products) - สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP) - สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA) และเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วม ทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบ วงจร เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งระยะยาว”



สำหรับรายละเอียด “กลยุทธ์เชิงรุก” ดังกล่าว ประกอบด้วย “แผนระยะสั้น” เน้นปรับตัว "เข้มข้น” ทันท่วงที โดย


1.) บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง Daily War Room รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน นำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็น ประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการ “เร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ยังให้ ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชน ให้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการเดินหน้าส่งมอบสินค้าที่ลูกค้า ไม่สามารถซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้ เช่น สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง


2.) บริหารต้นทุนพลังงาน เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดย "เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงาน ทางเลือก” และ “เพิ่มการใช้รถ EV ชนส่งสินค้า ประกอบกับ “การมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศ” ช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี


3.) เดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน เข้มข้น ซึ่งผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137 ล้านบาท



สำหรับ “แผนระยะ 2 ปี" (2569-2570) เน้น “สร้างกล้ามเนื้อ ยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรม “แข็งแกร่ง ในระยะยาว โดย


1.) บริหารความได้เปรียบจาก 'การมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน' (Regional Optimization) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต ด้วยการ “รวม ศูนย์การผลิต” และ “ใช้ Robotics & Automation' ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการ “บริหารต้นทุนพลังงานและ วัตถุดิบ” คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ส่วน โครงการ LSPE' เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่ โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน คาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท


2.) ผลักดัน สินค้ากรีน - สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า - สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกด้ พร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ


3) เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทย์ของธุรกิจโลเลฟินส์และทอธิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ COC โดยได้ประกาศการลงยามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชีพพลายเชน และเพิ่ม ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก ทั้งนี้ ผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเป็นอิสระต่อกั


4.) ซับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร 'SCG Cleanergy” ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้า เพื่อลดต้นทุน และความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero



ทั้งนี้ ผลประกอบการและการดำเนินงานสำคัญในไตรมาส 1 ปี 2569 รายธุรกิจ มีดังนี้


1.) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แรงหนุนจากตลาดในภูมิภาคอาเซียนและโครงการภาครัฐ


เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ กำไร 2,136 ล้านบาท


๐ เร่งขยาย “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” เข้าถึงตลาดในประเทศกว่า 80% พร้อมส่งออกต่างประเทศต่อเนื่อง


มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ยกระดับคุณภาพงานก่อสร้างลดระยะเวลาการทำงานเพิ่มความทนทาน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าระยะยาวตาม ความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กลุ่มสินค้า CPAC Super, Extras และ Advance Series "คอนกรีตซูเปอร์ชายเล ซีแพค” และ “คอนกรีต เอ็กซ์ตร้า มารีน ซีแพค” สำหรับภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก ป้องกันโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้ชายฝั่งทะเล และ “คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า ทนดินเค็ม ซีแพค” สำหรับภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเค็ม


ใช้พลังงานทางเลือก ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงจากขยะ และพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้กว่า 444 ล้านบาท


ใช้รถไฟฟ้า EV Mining Truck ในเหมืองปูนซีเมนต์เป็นรายแรกของไทย และทดลองขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จด้วยรถโม่พลังงานไฟฟ้า CPAC EV Mixer Truck ให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง


เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิ่ง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล กำไร 804 ล้านบาท


เร่งผลักดันสินค้า SVP ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อผู้บริโภค สร้างรายได้กว่า 993 ล้านบาท จากกลุ่มสินค้าหลังคา บอร์ด ไม้สังเคราะห์ ฉนวน กันความร้อน และกระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น


มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ยกระดับคุณภาพงานก่อสร้าง ลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มความทนทาน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าระยะยาวตาม ความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กลุ่มสินค้า CPAC Super, Extras และ Advance Series “คอนกรีตซูเปอร์ชายเล ซีแพค” และ “คอนกรีต เอ็กซ์ตร้า มารีน ซีแพค” สำหรับภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก ป้องกันโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้ชายฝั่งทะเล และ “คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า ทนดินเค็ม ซีแพค” สำหรับภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเค็ม


ใช้พลังงานทางเลือก ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงจากขยะ และพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้กว่า 444 ล้านบาท


๐ ใช้รถไฟฟ้า EV Mining Truck ในเหมืองปูนซีเมนต์เป็นรายแรกของไทย และทดลองขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จด้วยรถโม่พลังงานไฟฟ้า CPAC EV Mixer Truck ให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง


เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิ่ง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล กำไร 804 ล้านบาท


เร่งผลักดันสินค้า SVP ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อผู้บริโภค สร้างรายได้กว่า 903 ล้านบาท จากกลุ่มสินค้าหลังคา บอร์ด ไม้สังเคราะห์ ฉนวน กันความร้อน และกระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น


มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น “กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น เอสซีจี รุ่นคอมฟอร์ท” ซึ่งลดการสะสมความร้อนบนแผ่นกระเบื้อง “ระบบหลังคากันความร้อน เอสซีจี” โซลูชันลดความร้อนเข้าสู่บ้าน และ “หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่นเซลิกา ศรา” ที่ราคาคุ้มค่าและได้ กระแสตอบรับดี


เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตต่อเนื่อง ด้วย Lean Automation, Al และใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีคุณภาพในการผลิต แต่ยังคง คุณภาพสินค้าได้ตามมาตรฐาน


เอสซีจี เดดเคอร์ กำไร 247 ล้านบาท เน้นเดินหน้ากลยุทธ์ Regional optimization เพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาว ผ่านโครงการเพิ่ม (ขเสนอน และเพิ่มสายการผลิตกระเบื้องเกลขพอร์ชเลนใหม่ในไทย เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำกำไร และ กำลังการผลิตกระเบื้องเลพอร์เลน เวียดนาม เตรียมพร้อมเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักในภูมิภาค อีกทั้งโครงการรวมศูนย์การ ผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลขพอร์จเลน แข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น


2.) ธุรกิจเคมิคอลส์ สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตในเอเชียและตะวันออกกลางสดกำลังการ ผลิตและอัตราการเดินเครื่องจักรราว 6 ล้านต้น หรือประมาณ 20% ของกำลังการผลิตเอทิลีน ทำให้อุปทานในตลาดลดลง ด้วยปัจจัยด้านต้นทุน และอุปทานดังกล่าว ส่งผลให้ราคาคอลิเอทิลีน (PE) และพอสีโพรพิลีน (PP) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น


เอสซีจีซี กำไร 1.078 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของ บริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีซีเร่งเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่อเนื่องเพื่อรับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง โดย ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง การบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มี ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทาน ให้น้อยที่สุด ควบคู่การผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีความ จำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนาม ชั่วคราวเพิ่มเติม หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด เอสซีจีซีจะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบ ก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ให้โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป ทั้งนี้ นอกจากการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว 2 แห่ง (LSP และ ROC) การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ ยังดำเนินการตามปกติ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุน เชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC


3.) ธุรกิจแพคเกจจิ้ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง


เคสซีจีพี กำไร 1,566 ล้านบาท จากธุรกิจในอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน และจากแรงหนุน ของการอุปโภคบริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเอสซีจีพีมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลัก และดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และเดินหน้าบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตและการปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม


4.) ธุรกิจพลังงานสะอาด


เอสซีจี คลีนเนอร์รี่ มีกำลังการผลิตสะสมของโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 141 เมกะวัตต์ จากการบริหารจัดการเชิงรุก โดยปรับ กระบวนการพัฒนาโครงการให้กระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขนาดใหญ่ได้ตาม แผน อาทิ โครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ (CMT1) รวมถึงโครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนอย่างบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการดำจเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้


“แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง เอสซีจีจะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงิน อย่าง “เข้มขัน” และ เร่ง เสริมแกร่ง ขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ เข้มแข็ง ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความ ผันผวนต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินบริษัทฯ ยัง แข็งแกร่ง มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวปิดท้าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad