กรุงเทพมหานคร — KKP Research ประเมินปรากฏการณ์ El Niño ที่เตรียมกลับมาในช่วงกลางถึ
หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้ นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าปรากฏการณ์ El Niño กำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยโอกาสการเกิดได้ปรับตัวสูงขึ้ นอย่างก้าวกระโดดจาก 40% เป็น 98% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่ าภาคการเกษตรอาจไม่มีเวลาเตรี ยมตัวรับมือได้เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม KKP Research ประเมินว่า ความรุนแรงของ El Niño ในรอบนี้ยังต่ำกว่าในช่วงปี 2023-24 และผลกระทบต่ อภาคเกษตรกรรมของไทยอาจถู กบรรเทาลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้ วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) จังหวะเวลา: การเกิดปรากฏการณ์ ในรอบนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน จึงยังมีน้ำฝนเข้ามาช่วยพยุ งการผลิต แตกต่างจากการเกิดในหน้าแล้งที่ มักทำให้เกิดภาวะ "ฝนทิ้งช่วง" ยาวนาน และ 2) การเตรียมพร้อมด้านน้ำต้นทุน: ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนใช้ การได้อยู่ในระดับสูงเกือบ 55% ของระดับความจุในช่วงต้นปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างมากเมื่อเที ยบกับรอบปี 2014-16 (35%) และปี 2023-24 (47%)
ผลกระทบที่แตกต่าง: ชลประทานคือตัวแปรสำคัญ
แม้ภาพรวมจะมีปริมาณน้ำในเขื่ อนช่วยพยุง แต่ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเท่ าเทียมกันในทุกพื้นที่และทุกสิ นค้าเกษตร กลุ่ม "พืชไม้ยืนต้น" เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพารา จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ในขณะที่ "พืชไร่" ที่ต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมั นสำปะหลังที่มีรอบเก็บเกี่ยวต้ นปีหน้า จะเผชิญความเสี่ยงที่สูงกว่า
เมื่อพิจารณาในเชิงพื้นที่ KKP Research พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ความเปราะบางสูงสุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคเดียวที่มี พื้นที่ชลประทานในสัดส่วนเพียง 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ มีสัดส่วนเฉลี่ย 45% ซึ่งสามารถกระจายน้ำจากเขื่ อนไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลู กได้ทั่วถึงกว่า
"วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" — ภัยเงียบที่น่ากังวลกว่ าสภาพอากาศ
สิ่งที่ KKP Research มองว่าเป็นความท้าทายสำคั ญและแตกต่างจากรอบก่อนหน้า คือความเสี่ยงของการขาดแคลนปุ๋ ยเคมี ในช่วงปี 2023-24 สงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ทำให้ ราคาปุ๋ยพุ่งสูงจนไทยต้ องลดการนำเข้าปุ๋ยลงถึง 1 ใน 4 (เหลือเพียง 4.1 ล้านตันในปี 2022) มาในปัจจุบัน สงครามที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวั นออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตปุ๋ ยหลักแห่งใหม่ของไทย (ไทยนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นถึง 6.1 ล้านตันในปี 2024 โดยพึ่งพาซาอุดีอาระเบี ยและโอมานเป็นหลัก) กำลังทำให้อุปทานปุ๋ ยในตลาดโลกอาจตึงตัวอย่างหนั กในอนาคต
หากวิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลนเกิดขึ้ นจริง จะสะท้ อนความเปราะบางของภาคเกษตรไทยอย่ างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวไทย (Yield) จาก 200 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 1960 มาเป็น 300 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2025 พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจั ยหลัก
ความเสี่ยงต่อฐานะผู้ส่งออกข้ าวโลก
KKP Research ประเมินว่า หากเกิดการขาดแคลนปุ๋ย อาจกระทบต่อการผลิตข้าวนาปี (รอบปี 2026/27) ทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกไทยลดลงถึ ง 15% หรือหายไปราว 5 ล้านตันข้าวเปลือก แม้ปริมาณที่เหลือจะเพียงพอต่ อการบริโภคในประเทศ แต่จะส่งผลสะเทือนต่อภาคการส่ งออกได้อย่างรุนแรง นอกจากนี้ หากผลผลิตข้าวไทยลดลง ไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์อย่ างเต็มที่จากราคาข้าวโลกที่ อาจปรับตัวสูงขึ้นเหมือนรอบที่ แล้ว (เช่น ในกรณีที่อินเดียระงับการส่ งออกข้าวอีกครั้ง)
แนะเร่งลงทุ นระบบชลประทานและยกระดับความมั่ นคงด้านปุ๋ย
ในระยะยาว ข้อมูลชี้ว่าประสิทธิภาพการผลิ ตข้าวของไทยยังคงต่ำที่สุดเมื่ อเทียบกับ 6 ประเทศผู้ผลิตข้าวหลักของโลก สอดคล้องกับสถิติ ของธนาคารโลกและ FAO ที่ระบุว่าไทยมีการใส่ปุ๋ยน้ อยกว่าประเทศคู่แข่งถึง 45%
KKP Research จึงเสนอแนะว่า ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้ านการเกษตร โดยเร่งลงทุนขยายพื้นที่ ชลประทานให้ครอบคลุมและมีประสิ ทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่ นคงด้านอุปทานปุ๋ยเคมี และส่งเสริมความรู้เรื่องรู ปแบบการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื ชและบริบทของพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ ภาคการเกษตรและอาหารของไทยสามาร ถยืนหยัดได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรั ฐศาสตร์และสภาพอากาศที่ทวี ความรุนแรงขึ้นในอนาคต
(สามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม "เอลนีโญ สงครามอิหร่าน และความเปราะบางของภาคเกษตรไทย" ได้ที่: https://advicecenter.kkpfg. com/th/kkp-research/ vulnerable-agriculture-sector- in-thailand )












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น