“Sinarbrew” ยกระดับการรับประทานไซเดอร์ พัฒนาน้ำส้มสายชูหมักสับปะรดสู่ Functional Drink ระดับโลกด้วยนวัตกรรม - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“Sinarbrew” ยกระดับการรับประทานไซเดอร์ พัฒนาน้ำส้มสายชูหมักสับปะรดสู่ Functional Drink ระดับโลกด้วยนวัตกรรม

                                       


ในสมรภูมิตลาดน้ำส้มสายชูหมัก (Vinegar) ระดับสากล ปฏิเสธไม่ได้ว่า “แอปเปิ้ลไซเดอร์” (Apple Cider Vinegar) คือผู้ครองส่วนแบ่งตลาดก้อนใหญ่มานานนับร้อยปี แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องรสชาติที่ทำให้ผู้บริโภคใหม่ ๆ ไปต่อไม่ไหว ด้วยรสชาติที่ฝาดเปรี้ยวและกลิ่นฉุนบาดคออันเป็นเอกลักษณ์ แต่ตลาดกลุ่มนี้ก็ยังเหนียวแน่น


บริษัท ซินอาบรู จำกัด ภายใต้การบริหารของ คุณธิฌามน อิทธิพานิชพงศ์ ฮัลเบิร์ต ผู้บริหารแบรนด์ที่มองเห็นโอกาสของช่องว่างการตลาด และหยิบเอาอินสไปเรชันมาปฏิวัติวงการด้วยการนำสับปะรดไทยที่อยู่ในภาวะล้นตลาด มาพัฒนาให้กลายเป็น “ชินาบิว” (Sinarbrew) น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดไทย ทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ อุดมไปด้วยโปรไบโอติกส์ ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ระบบย่อยอาหาร และควบคุมระดับน้ำตาล ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Functional Food ที่สามารถเป็น Functional Drink สามัญประจำบ้านของคนรักสุขภาพ

เมื่อ “สับปะรดไทย” มีดีกว่าแอปเปิ้ลนอก ทีเด็ดงัดคู่แข่งบนเวทีสากล


คุณธิฌามน เล่าว่าตลาดไซเดอร์ในต่างประเทศนั้นเติบโตและเป็นที่ยอมรับมานาน แต่สำหรับคนไทยและคนเอเชียจำนวนมาก แอปเปิ้ลไซเดอร์แบบเดิม ๆ ดูจะรับประทานยากเกินไป ชินาบิวจึงเลือกใช้สับปะรดไทยมาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการหมักแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือ “รสชาติและกลิ่น” ที่มีความหอมละมุน กลมกล่อม และทานง่ายกว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์อย่างเห็นได้ชัด จนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคสูงถึง 80-90% 

ความน่าสนใจในเชิง Functional Food ของสับปะรดไทยคือ มีสารสำคัญอย่างกรดอะซิติกธรรมชาติที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอล ยิ่งไปกว่านั้น จากการทดสอบทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นยังพบว่า น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดของชินาบิวมี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) คงเหลืออยู่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาด และยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม จึงกลายเป็นจุดเด่นสำคัญในด้านคุณค่าโภชนาการที่จะใช้นำไปงัดกับแบรนด์ระดับสากล 

ความเหนือชั้นของการหมักในขั้นตอนเดียว

เบื้องหลังความกลมกล่อมและคุณประโยชน์ที่อัดแน่นของชินาบิว คือแบรนด์ได้ใช้เทคโนโลยีการหมักขั้นสูง โดยหมักด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ ไม่ผ่านการกรองและไม่พาสเจอร์ไรส์ เพื่อคงคุณค่าของ Mother of Vinegar เอาไว้ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการหมักจากปกติที่ต้องทำ 2 ขั้นตอน ให้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว 


ความพิเศษของนวัตกรรมนี้ คือการย่นระยะเวลาการหมักให้สั้นลง ทำให้กระบวนการหมักไม่ไปรบกวนหรือทำลายโครงสร้างกลิ่น รสชาติ และสารอาหารสำคัญอย่างเอนไซม์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในสับปะรด โดยไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ไม่เจือสี แต่งกลิ่น หรือสารกันบูด ผลิตภัณฑ์ที่ได้จึงยังคงความเป็นธรรมชาติสูง รสชาตินุ่มนวล ดื่มง่าย ไม่บาดคอ โดยแบรนด์เลือกรับวัตถุดิบน้ำสับปะรดแท้ 100% ที่ผ่านการจัดการคัดแยกคุณภาพและคั้นสดจากบริษัทตัวกลาง เพื่อให้ได้มาตรฐานความสะอาดสูงสุดก่อนเข้าสู่ถังหมักนวัตกรรม 

ปักหมุด Functional Drink ระดับพรีเมียม ตั้งเป้า Common Use คู่ครัวไทย

ชินาบิวยังวาง Position ของสินค้าไว้ในระดับพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพในยุคนี้ โดยกระจายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดชั้นนำอย่าง ท็อปส์ (Tops) และเซ็นทรัล (Central) ซึ่งแบรนด์ชูจุดขายที่กระแทกใจสายเฮลตี้และกลุ่มผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก (Keto / Low Carb) อย่างตรงจุดด้วยคุณสมบัติ น้ำตาล 0%, แอลกอฮอล์ 0% และโซเดียม 0% 

เป้าหมายระยะยาวของคุณธิฌามน ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นเครื่องดื่มทางเลือก แต่เธอต้องการสร้างพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ (Mindset) ให้คนไทยมองน้ำส้มสายชูหมักสับปะรดเป็นสินค้า Common Use ที่ต้องมีทุกบ้านเหมือนน้ำปลาไทย ที่หยิบมาปรุงอาหารหรือดื่มได้ทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดี โดยแบรนด์ตั้งเป้าหมายที่จะเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งตลาดจากแอปเปิ้ลไซเดอร์ในประเทศให้ได้ถึง 30% และมองเห็นโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะฮ่องกงที่มีการเจรจาพาร์ทเนอร์และมีแผนส่งออกเรียบร้อยแล้ว 

NIA และ Thai Kitchen สปริงบอร์ดปลดล็อกสู่ตลาดที่กว้างไกลมากยิ่งขึ้น

ก้าวสำคัญที่ช่วยสเกลธุรกิจของบริษัท ซินอาบรู จำกัด ให้เติบโตอย่างเป็นระบบ คือการเข้าร่วมโครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ซึ่งทำหน้าที่เป็นสปริงบอร์ดชิ้นสำคัญในการ Customize เส้นทางธุรกิจ โดยโครงการนี้เข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของเอสเอ็มอีไทย โดยการเปิดมุมมองและไอเดียใหม่ ๆ จากเหล่าคอมเมนเทเตอร์และทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้แบรนด์สามารถพัฒนากลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารเพื่อดึงจุดเด่นของนวัตกรรมออกมาให้ตรงจุดผู้บริโภคยิ่งขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายพาร์ทเนอร์ระดับใหญ่ ผ่านกิจกรรม Business Matching และการออกบูธนิทรรศการนวัตกรรมอาหารระดับประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าเชลฟ์โมเดิร์นเทรดชั้นนำ ตลอดจนเตรียมความพร้อมเรื่องมาตรฐานสินค้าเพื่อขยายไปสู่ตลาดยุโรปและอเมริกาในอนาคตได้อย่างยั่งยืน 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad