กรุงเทพฯ, 27 สิงหาคม 2569 – ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยปัจจัยท้าทายและความผันผวนรอบด้าน ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานดินเนอร์ทอล์ค Thailand Business Outlook 2026: Navigating a New Wave of Global Uncertainty ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การค้า การลงทุน เพื่อนำเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติ ให้แก่ภาคธุรกิจไทยในการก้าวข้ามผ่านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
ผลการศึกษา UOB Business Outlook Study 2026 ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในเวทีดังกล่าว สะท้อนว่า แม้ผู้ประกอบการไทยมากกว่า 3 ใน 5 ยังมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ แต่ความท้าทายสำคัญได้เปลี่ยนไปสู่ปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้น ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง
นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า "ความไม่แน่นอนในปัจจุบันนับเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว และทบทวนกลยุทธ์การเติบโตใหม่ เวทีเสวนาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยยังมีศักยภาพสูงในการเติบโต หากสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการกระจายตลาด การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนใน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่"
ด้าน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในปาฐกถาพิเศษว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านของระเบียบเศรษฐกิจโลก (Global Economic Order) ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญ จากทั้งการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ การเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้า การเกิดขึ้นของพันธมิตรทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ตลอดจนความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบ ซึ่งล้วนส่งผลให้ภูมิทัศน์การค้าและการลงทุนมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่น และความพร้อมเพื่อรองรับความไม่แน่นอนมากขึ้น ผ่านการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลาย ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการต่อยอดศักยภาพด้านการผลิตอาหารและสินค้าเกษตร สู่การเป็นฐานสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของโลก ทั้งนี้ ในโลกที่ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศและภาคธุรกิจมีความสำคัญมากขึ้น การเป็นองค์กรหรือพันธมิตรทางธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การเสวนาหัวข้อ “Navigating Strategic Priorities through Uncertainty” ได้รับเกียรติจาก นางสาว ฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ ดร.ปรีสาร รักวาทิน จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการแข่งขันของธุรกิจไทยในปีข้างหน้า โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การกระจายตลาดและสร้างโอกาสใหม่จากการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ภายใต้บริบทที่ผู้ประกอบการไทยยังพึ่งพาตลาดหลักบางประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้การมองหาโอกาสใหม่ในตลาดศักยภาพและการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) มีความสำคัญมากขึ้นต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังกลายเป็นวาระสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก จากความผันผวนด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการจัดหาวัตถุดิบและการผลิต หลายองค์กรจึงเริ่มมองการกระจายแหล่งจัดหา การขยายฐานผู้ผลิต และการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เวทีเสวนายังสะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ ดิจิทัลและ AI ในการยกระดับประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยผู้ประกอบการไทยกำลังเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการดำเนินงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ขณะที่การพัฒนาทักษะบุคลากรและการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังเห็นตรงกันว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญทางธุรกิจ โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG มากขึ้น การปรับตัวเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับความคาดหวังของคู่ค้าและนักลงทุน จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว
ในช่วงเวลาที่ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยปัจจัยที่ยากต่อการคาดการณ์ ธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโต คือธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ดีที่สุด เวทีเสวนาระหว่างธนาคารยูโอบี และผู้กำหนดนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐทั้ง 3 แห่ง ทำหน้าที่เสมือนเข็มทิศนำทาง และชี้ช่องทางโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถยกระดับศักยภาพของตนเอง พร้อมรับมือกับทุกมรสุมเศรษฐกิจ และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น