ประเทศไทยประกาศความพร้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลั ง เปิดเผยในเวทีการประชุมสุดยอดผู้ นำ The Bangkok Business Summit 2026 จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยโดยภาครั ฐและภาคเอกชนได้ร่วมกับนักลงทุ นและองค์กรระหว่างประเทศ เดิ นหน้าภายใต้แนวคิด “Entering New Horizons” เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็ นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำในการสร้ างรายได้ผ่าน 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิ ทัล ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และการบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวมูลค่าสูง และการค้าส่ง-ค้าปลีกยุคใหม่ ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่วางยุ ทธศาสตร์และเป็นผู้สนับสนุ นในการปลดล็อกข้อกฎหมาย เร่งรัดการลงทุน และพัฒนาศักยภาพประชาชน ภายใต้การรักษาวินัยการคลังอย่ างเข้มงวดเพื่อสร้างเสถียรภาพ ซึ่งการเตรียมพร้อมโครงสร้ างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่ งยืน คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ ประเทศไทยสามารถต่อยอดโอกาสครั้ งสำคัญ จากการเป็นเจ้าภาพ 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ดร.เอกนิติ ระบุถึงแนวทางการขับเคลื่อนเชิ งยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับโครงสร้ างเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะดำเนินการครอบคลุมใน 3 ระดับสำคัญ ได้แก่
- ระดับโลก: ประเทศไทยจะนำผลจากการประชุม (White Paper) ไปต่อยอดกับการเป็นเจ้าภาพ
2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เพื่อเชื่อมโยงโจทย์ด้านเศรษฐกิ จของประเทศไทยและอาเซียน เข้ากับองค์ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก - ระดับภูมิภาค: โดยมุ่งสร้างความร่วมมือทั้
งในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล เพื่อเชื่อมโยงกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจกับธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตและซั พพลายเออร์ ส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร รวมถึงรัฐบาลกับภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันแก้ไขอุปสรรคและผลั กดันข้อเสนอให้เกิดผลในทางปฏิบั ติ - ระดับประเทศ: คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่
อนการลงทุนและเครื่องยนต์ เศรษฐกิจใหม่ การค้าและเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาคน และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ รวมถึงเชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิ บัติ เพื่อให้ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจถู กนำไปดำเนินการและวัดผลได้อย่ างเป็นรูปธรรม
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตภูมิรั ฐศาสตร์และสงครามเศรษฐกิ จและการค้า สิ่งที่ภูมิภาคของเราต้ องการมากที่สุดคือ “ตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้ วางใจ” (Trusted Connectors) เวที 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ ไทยจะใช้เป็นสะพานเชื่ อมโยงความร่วมมือ นวัตกรรม และเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิ จไทยและอาเซียนให้เข้มแข็ง ความหมายของ “ขอบฟ้าใหม่” จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนหรื อการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ยื ดหยุ่นและส่งผ่านประโยชน์ไปถึ งประชาชนทุกคน โอกาสนี้จึงขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ ายมาร่วมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิ จอาเซียนไปพร้อมกัน เพราะประเทศไทยไม่อาจเติบโตได้ โดยลำพัง เพื่อให้ภูมิภาคของเราแข็งแกร่ งและพร้อมรับมือกับทุกวิ กฤตโลกได้อย่างยั่งยืน
“การเป็นเจ้าภาพจัดงาน 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความพร้ อมด้านโครงสร้างพื้ นฐานและการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเท่ านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคั ญในการปักหมุดประเทศไทยสู่ การเป็นศูนย์กลางการเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซี ยน ซึ่งผลลัพธ์จากการหารือและเครื อข่ายความร่วมมือที่จะเกิดขึ้ นตลอดการประชุม จะถูกนำมาต่อยอดเพื่อยกระดับขี ดความสามารถในการแข่งขั นของภาคธุรกิจไทย เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยไม่ทิ้ งใครไว้ข้างหลัง” ดร.เอกนิติ กล่าว
ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทการดูแลเสถี ยรภาพการเงินและสร้างภูมิคุ้มกั นให้ระบบเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ว่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิ กฤตและความผันผวน ทั้งโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมั ยใหม่ ดังนั้น ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพี ยงการฟื้นตัวจากวิกฤต แต่คือการสร้างศั กยภาพของคนและความยืดหยุ่ นของระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่ แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยื นในอนาคต
ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ กรอบแนวคิดเชิงนโยบาย รวมถึงแชร์ประสบการณ์ของไทยใน 4 เสาหลัก ที่ถือเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ ในระดับสากล และเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุ กประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ได้แก่ เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปั ญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่ วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth) เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางใ นโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ ไทยเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่ วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World) เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงิ นรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรั บตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) และ เสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้ างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมี อายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy)
นายวิทัย กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่ านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่ างครอบคลุมและยืดหยุ่นนั้น สำหรับภาคการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะนำเสนอและผลักดัน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทั ลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการเติ บโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการเข้ าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่ วถึง ได้แก่ “ระบบพร้อมเพย์” (PromptPay) โครงสร้างพื้นฐานการโอนเงินทั นทีที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมกับลู กค้า ซึ่งปัจจุบันรองรับบัญชีลงทะเบี ยนมากกว่า 83 ล้านบัญชี และ “แอปพลิเคชันเป๋าตัง” ซึ่ งต่อยอดจากโครงสร้างพื้ นฐานของพร้อมเพย์ ล่าสุดมีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย
และ 2. “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภั ยและครอบคลุม” หรือ Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) เพื่อให้การพัฒนานวั ตกรรมทางการเงินดำเนินควบคู่ ไปกับความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และการเข้าถึงบริการทางการเงิ นอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างระบบนิเวศการเงินดิจิ ทัลที่มีความยืดหยุ่นและรองรั บความท้าทายในอนาคตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ อีกทั้ง ไทยจึงได้ร่วมมือกับกองทุ นการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) จัดทำ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้ างความเข้มแข็งของระบบการเงิน โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริ บทของตนเอง และเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ ประเทศไทยส่งต่อให้แก่ ประชาคมโลกภายหลังการเป็นเจ้ าภาพการประชุม
“ความตั้งใจของเราไม่ได้จบลงเพี ยงแค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุ ม Annual Meetings แต่สิ่งที่เรากำลังสร้างในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างความร่วมมือ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดั บขีดความสามารถในการแข่งขั นของไทยในระยะยาว เราเชื่อว่าระบบการเงินที่ ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นใจให้ ประชาชนและธุรกิจสามารถใช้ ประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ” นายวิทัย กล่าวสรุป
ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอี ยดของการประชุมฯ และชุดกิจกรรม Road to Thailand เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางการสื่ อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็ บไซต์ https://www.am2026thailand.go. th หรือ Facebook: AM2026 Thailand https://www.facebook.com/ AM2026THAILAND












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น