แนวคิดสำคัญคือการเปลี่
ยนจากการมอง “โลมา” “คน” และ “ทะเลสาบ” เป็นปัญหาแยกส่วน ไปสู่การมองความสัมพันธ์ของทั้
งระบบ เพราะวิถีของชุมชนประมงผูกพันกั
บความอุดมสมบูรณ์
ของทะเลสาบมาอย่างยาวนาน เมื่อทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง ย่อมส่งผลต่อรายได้ ความมั่นคงของครัวเรือน และรูปแบบการดำรงชีวิต ขณะที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจก็
อาจย้อนกลับไปเพิ่มแรงกดดันต่
อทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างอาชีพทางเลือกจึงไม่ใช่
เพียงการเพิ่มรายได้ แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่
วยให้ชุมชนมีทางเลื
อกในการดำรงชีวิต ควบคู่กับการลดแรงกดดันต่อทรั
พยากรและการอนุรักษ์ทะเลสาบ รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ กล่าว
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวั
ตกรรม และหัวหน้าโครงการวิจัยฯ ระบุว่า โครงการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมาสนั
บสนุนการพัฒนาอาชีพ ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่
วนร่วมอย่างเท่าเทียมทางเพศภาวะ ผ่านกลไกคณะกรรมการดำเนิ
นงานระดับชุมชน หรือ Community Implementing Committees (CIC) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนเข้
ามามีบทบาทตั้งแต่การสะท้อนปั
ญหา กำหนดความต้องการ ไปจนถึงการร่วมออกแบบและขับเคลื่
อนกิจกรรมเสริมสร้างแผนการอนุรั
กษ์และอาชีพทางเลือกให้กับชุมชน
ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายชวนนท์ กัลยา นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทะเลและชายฝั่
งอ่าวไทยตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมให้ข้อมูลเรื่อง “สถานการณ์ประชากรโลมาอิรวดี ปัจจัยคุกคาม และแนวทางการคุ้มครองในพื้นที่
ทะเลสาบสงขลา” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกั
บสถานการณ์และแนวทางการอนุรักษ์
โลมาอิรวดีแก่ผู้เข้าร่วมงาน
นอกจากนี้เสียงของชุมชนยังถู
กนำมาเป็นส่วนสำคั
ญของการออกแบบงาน ผ่านเวที “เสียงจากชุมชน: ความคาดหวัง การยกระดับคุณภาพชีวิต และสถานการณ์ความเท่าเที
ยมทางเพศภาวะเพื่อการอนุรักษ์
โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาอย่างยั่
งยืน” โดยมีตัวแทนคณะกรรมการดำเนิ
นงานระดับชุมชน หรือ CIC จากพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ทั้งจากจังหวัดพัทลุงและสงขลาร่
วมสะท้อนมุมมองต่ออาชีพ คุณภาพชีวิต และการจัดการทรัพยากร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิ
งและผู้ชายมีส่วนร่
วมในการกำหนดอนาคตของทะเลสาบร่
วมกัน
ในงานยังได้นำเสนอเทคโนโลยี
และนวัตกรรมจากผลงานวิจั
ยของมหาวิทยาลัยทักษิณและชุมชน เพื่อเป็นแนวทางการเสริมสร้
างอาชีพทางเลือกที่จะพัฒนาตามศั
กยภาพและบริบทของแต่ละชุมชน ตั้งแต่การเลี้ยงปลาในระบบหมุ
นเวียนน้ำ การเลี้ยงไก่ไข่ การสานกระเป๋าจากเส้นยางพารา ข้าวนาริมเล ปลาดุกร้า การนำเครื่องมือประมงเก่ามาพั
ฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ การปลูกผักไร้ดิน ไปจนถึงการเลี้ยงชันโรง เพื่อกระจายแหล่งรายได้ ลดการพึ่งพาทรัพยากรประมงเพี
ยงด้านเดียว และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เครือข่
ายตลาด
อีกมิติหนึ่งคือ กิจกรรมการสร้างความตระหนั
กการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในกลุ่
มเด็กและเยาวชน โดยมีกิจกรรม “Songkhla Lagoon Gyotaku” ได้นำศิลปะภาพพิมพ์ปลาแบบญี่ปุ่
นมาเป็นกระบวนการเรียนรู้สำหรั
บเด็กและเยาวชน เชื่อมเรื่องชนิดพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และโลมาอิรวดี และการนำเศษวัสดุเหลือใช้ ได้แก่ ผ้า และอุปกรณ์ประมงเก่ามาสร้
างสรรค์งานศิลปะที่จะทำให้
โลมาเข้ามาอยู่ในความทรงจำและจิ
นตนาการของคนรุ่นใหม่ จนนำไปสู่ความรู้สึกเป็นเจ้
าของทรัพยากรร่วมกัน
จากการอนุรักษ์โลมา สู่การสร้างอาชีพ จากเสียงของชุมชน สู่พื้นที่การมีส่วนร่วมอย่
างเท่าเทียม แนวทางดังกล่าวกำลังเชื่อม “คน–โลมา–ทะเลสาบ” เข้าด้วยกัน เพื่อให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภารกิ
จของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการสร้างอนาคตร่วมกันที่ “โลมาอยู่ได้ ทะเลสาบอยู่รอด และคนอยู่ดี”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น