กรุงเทพฯ - บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคม 2569 มีแนวโน้มปรับตัวผันผวนในลักษณะ Sideway Down ให้กรอบเคลื่อนไหวที่ 1,520 –1,600 จุด รับแรงกดดันหลักจากราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทบเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ย FED และผลกระทบน้ำท่วมในประเทศ พร้อมแนะนำกลยุทธ์กลยุทธ์ลงทุนหุ้นกลุ่มซ่อมแซมหลังน้ำลด และหุ้นส่งออกเติบโตต่อเนื่องนางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในเดือนตุลาคม 2569 ว่า ภาพรวมดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวผันผวนในลักษณะ Sideway Down โดยคาดการณ์กรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,520-1,600 จุด โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการเผชิญหน้าทางทหารในอ่าวโอมานและช่องแคบฮอร์มุซ ผสานกับการควบคุมกำลังการผลิตอย่างเข้มงวดของกลุ่ม OPEC+ ส่งผลให้กลุ่มประเทศมหาอำนาจ (G7)เข้ามาแทรกแซงและท่าทีของซาอุดีอาระเบียเข้ามาช่วยสกัดความร้อนแรง ทำให้ล่าสุดราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวร่วงลงมาต่ำกว่าระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศทั่วโลกปรับสูงขึ้น เราได้เห็นธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.25% ซึ่งสูงสุดในรอบ 31 ปีจากตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นใกล้เป้าหมาย ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่พุ่งขึ้นสูงกว่าระดับเป้าหมายส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะยังคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 1 ครั้งในปีนี้ โดยอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้งในปีนี้
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกสุทธิในเดือนกันยายนราว 20,000 –25,000 ล้านบาท รวมถึงผลกระทบชั่วคราวจากสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัด ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ที่ 7,000–17,000 ล้านบาทซึ่งยังไม่รวมความเสียหายหากสถานการณ์อุทกภัยยืดเยื้อหลายวัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังพอมีปัจจัยบวกหนุนอยู่บ้าง จากสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ Headline PCE เดือนสิงหาคมออกมาต่ำกว่าคาดที่ 3.4%YoY และประมาณการ GDP ไตรมาส 2/2569 ของสหรัฐฯ ขยายตัวแข็งแกร่งถึง 2.2% ขณะที่ CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่าโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมลดลงเหลือเพียง 24%
ในส่วนของไทย การส่งออกเดือนสิงหาคมเร่งตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 24.3%YoY คิดเป็นมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน Data Center และปัญญาประดิษฐ์ (AI) การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่ขยายตัวสูงถึง 48.7% รวมถึงแรงหนุนจากการส่งออกทองคำและสินค้าเกษตรหลักอย่างผลไม้สด ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออกรวมมีมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.9%YoY ส่งผลให้หน่วยงานเศรษฐกิจหลักประเมินว่า GDP ไทยตลอดปี 2569 จะยังคงเติบโตได้ในช่วง 1.5%–2.5%
สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามในเดือนนี้ ได้แก่ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, การเปิดเผยรายงานการประชุม FOMC, การประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ทั้ง กนง. (28 ต.ค.), ประชุม FED (27-28 ต.ค.), ประชุม ECB (29 ต.ค.) และประชุม BOJ (30 ต.ค.)
ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะตลาดผันผวน โดยเน้นเลือกลงทุนใน 2 กลุ่มหุ้นเด่นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับ ได้แก่ หุ้นกลุ่มได้รับอานิสงส์จากการซ่อมแซมหลังน้ำลด แนะนำ GLOBAL, DOHOME, HMPRO, TASCO, DCC และ DRT และหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม แนะนำ STA, TEGH, NER, AAI, ITC, TU, CCET, HANA, KCE และ DELTA
#GBS
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น