CEA จัดเวทีเสวนาสร้างอนาคต “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เปิดแนวทางขับเคลื่อน“ดนตรี - คอนเทนต์” ไทยสู่สากล พร้อมผลักดัน “เมือง” เติบโตด้วยความคิดสร้างสรรค์ - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

CEA จัดเวทีเสวนาสร้างอนาคต “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เปิดแนวทางขับเคลื่อน“ดนตรี - คอนเทนต์” ไทยสู่สากล พร้อมผลักดัน “เมือง” เติบโตด้วยความคิดสร้างสรรค์

 


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดเวทีเสวนาภายในงาน “CEA Forum 2026” ดึงผู้ประกอบการเอกชน หน่วยงานรัฐ และนักวิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างอนาคต “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ห้กับประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนหลากหลายองค์กร ได้แก่ กรุงเทพมหานครหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม. ธรรมศาสตร์สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA), YUPP! ENTERTAINMENT, Tencent Thailand และบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดแนวทางการขับเคลื่อน “ดนตรี - คอนเทนต์” ของไทยสู่ตลาดสากล และการผลักดันพัฒนา “เมือง” ให้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ด้วยความคิดสร้างสรรค์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดเวทีประจำปี “CEA Forum 2026” ขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และแผนงานของ CEA โดยมี นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวเปิดงาน นำเสนอการรับมือโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศในยุคที่มีความท้าทายรอบด้านเกิดขึ้นทั่วโลก ด้วยการผลักดันให้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพิงอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันด้านราคาและปริมาณการผลิต พร้อมเข้าสู่การแข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP)

ในเวทีเดียวกันนี้ CEA ได้จัดช่วงการเสวนา Panel Discussion ภายใต้หัวข้อ Creative Nation 2026: เราจะสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปด้วยกันอย่างไร?” โดยเชิญผู้เข้าร่วมการเสวนาจากทั้งภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ และนักวิชาการ เพื่อค้นหาคำตอบถึงทิศทางการสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกัน


ดนตรี - คอนเทนต์” เข้มข้นด้วย “อัตลักษณ์ - วัฒนธรรมไทย” แต่เข้าถึงรสนิยมสากล

สำหรับช่วงที่ ของการเสวนาเป็นการพูดคุยในมิติของธุรกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีทิศทางการสร้างอนาคตให้เติบโตผ่านการส่งออก IP คอนเทนต์สู่ตลาดต่างประเทศ โดย คุณกัลป์ กัลย์จาฤก กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างคอนเทนต์ไทยให้ไปสู่ระดับสากล หรือ “Local to Global” ว่าจะต้องมีหลักคิดการถ่ายทอดเรื่องราวของท้องถิ่น (Local) ให้ระดับสากล (Global) เข้าใจ และจะต้องมีทีมงานที่เข้มแข็งตั้งแต่การวิจัยก่อนเขียนบท งานเขียนบท งานโปรดักชันที่ได้มาตรฐาน สุดท้ายคือการหาโอกาสเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เข้ามาสนับสนุนการเผยแพร่ในวงกว้าง

เนื้อเรื่องและภูมิหลังเรามาจาก Local ชัดเจน จุดตั้งต้นมาจากวัฒนธรรมของเรา แต่จะเล่าอย่างไรให้คนอื่นเข้าใจวัฒนธรรมเราได้” คุณกัลป์กล่าว

ทั้งนี้ กันตนา กรุ๊ป มีตัวอย่างการสร้างคอนเทนต์ Local to Global ที่ประสบความสำเร็จอย่างซีรีส์ “สืบสันดาน (Master of the House)” ที่เข้าฉายทาง Netflix ในปี 2567 และสามารถขึ้นชาร์ตระดับ Top 10 ซีรีส์ภาษาต่างประเทศ (Non-English) ที่มีผู้ชมสูงสุดใน 63 ประเทศทั่วโลก สะท้อนศักยภาพคอนเทนต์ไทยที่ได้รับการถ่ายทอดให้ถูกรสนิยมโลก ขณะที่ปีนี้ กันตนา กรุ๊ป เตรียมจะปั้น IP คอนเทนต์อีกหนึ่งเรื่องคือ “เพลิงพระนาง” ให้เป็นคอนเทนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์แฟน ๆ ชาวไทย แต่จะยังพัฒนาให้ถูกใจผู้ชมในระดับสากลอีกด้วย

ด้าน Mr. Xiaokun Gao, Country Manager, Tencent Thailand ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิง “WeTV” กล่าวถึงประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านโอกาสทางการตลาดและบุคลากรในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดย Tencent มีความร่วมมือที่ช่วยผลักดันให้คอนเทนต์ไทยออกสู่ตลาดโลกในหลายแง่มุม เช่น การใช้เทคโนโลยี AI พากย์เสียงและสร้างคำบรรยาย (Subtitle) คอนเทนต์ภาษาไทยเป็นภาษาจีน เพื่อให้การส่งออกสู่ตลาดประเทศจีนง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Tencent ยังสนับสนุนการสร้างออริจินอลซีรีส์ที่ใช้เนื้อหาและนักแสดงไทยออกฉายไปทั่วโลก โดยพบว่าซีรีส์กลุ่ม Boys’ Love ของไทยเป็นประเภทคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคละตินอเมริกาที่โด่งดังระดับที่มีฐานแฟนคลับบินข้ามโลกเพื่อมาร่วมงานแฟนมีตติ้งในประเทศไทย

สุดท้ายคือการนำโปรดักชันจากจีนมาสร้างคอนเทนต์ในเมืองไทย เป็นอีกส่วนที่จะช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้โลกรู้จัก ตัวอย่างเช่น รายการวาไรตี้ “Tasteful Thailand” ที่จะออกฉายในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งเป็นรายการนำเที่ยวเชิงอาหารเพื่อนำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยทั่วประเทศ

ทางฝั่งอุตสาหกรรมดนตรี คุณพลกฤต ศรีสมุทร ผู้ร่วมก่อตั้ง YUPP! ENTERTAINMENT ให้ความเห็นคล้ายคลึงกับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ว่า สิ่งสำคัญที่จะนำดนตรีหรือศิลปินไทยออกสู่ระดับสากลได้นั้น จะต้องพัฒนาบุคลากรในสายงานให้มีวิธีคิดและองค์ความรู้แบบ Global มากขึ้น เพื่อถ่ายทอดงานในแบบไทยให้ตรงใจผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งวันนี้นับว่าโอกาสของศิลปินไทยเปิดกว้างมากขึ้นและเป็นไปได้ เพราะแพลตฟอร์มสตรีมมิงดนตรีช่วยให้การส่งออกทำได้ง่ายขึ้น

ขณะที่ คุณชญาภัช แสงทับทิม ผู้จัดการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA) เสริมว่า ในฐานะที่สมาคมเป็นตัวแทนค่ายเพลงทุกขนาดตั้งแต่ขนาดใหญ่ถึงขนาดเล็กกว่า 100 บริษัท มองว่า ศิลปินไทยมีทักษะด้านดนตรีสูงที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้จริง แต่ยังขาดองค์ความรู้หลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ เช่น แหล่งเงินทุน การเจรจาธุรกิจ การทำสัญญา เครือข่ายทางธุรกิจ รวมถึงความเข้าใจเรื่องการสร้าง หาประโยชน์ และคุ้มครองผลประโยชน์จาก IP ให้รอบด้าน ซึ่งเหล่านี้ต้องการแรงสนับสนุนจาก CEA และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในอนาคต


ความคิดสร้างสรรค์” สนับสนุนเศรษฐกิจใหม่ให้กับ “เมือง

ช่วงที่ ของการเสวนาเป็นการแลกเปลี่ยนในมิติของพื้นที่สร้างสรรค์ โดย คุณรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ฉายภาพการพัฒนาเมืองศรีสะเกษโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ผนวกกับทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การปั้นแบรนด์ “ทุเรียนภูเขาไฟ ให้มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์เมือง การใช้วัฒนธรรมดนตรีอีสานเป็นฐานเพื่อจัดเทศกาลดนตรีดึงดูดผู้เข้าร่วมและรายได้เข้าสู่จังหวัด ล่าสุดศรีสะเกษยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์แห่งใหม่เมื่อ จักรวาลไทบ้าน” สามารถสร้างกระแส “อีสานอินดี้” ขึ้นทั่วประเทศ และจะเป็นแหล่งงานที่สร้างอาชีพใหม่ให้กับชาวอีสาน

เราอยู่ในเมืองเล็ก ห่างไกล สนามบินก็ไม่มี แต่ CEA เข้ามาช่วยเราค้นหาสินทรัพย์ที่เป็นทุนวัฒนธรรม ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดและขายได้ ทำให้เรามีฝันที่จะไปให้ไกลขึ้น” คุณรัฐวิทย์ กล่าว

ด้าน รศ. ดร. พีรดร แก้วลาย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวสอดคล้องกันว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังที่สามารถสร้างเศรษฐกิจทางเลือกให้กับเมืองได้ โดยเฉพาะในเมืองรองห่างไกลที่อาจต้องพึ่งพิงเฉพาะอุตสาหกรรมหลัก เช่น การเกษตร แต่เมื่อเกิดธุรกิจสร้างสรรค์ขึ้น จะทำให้คนรุ่นใหม่มีแหล่งงานรูปแบบอื่น และดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ได้กลับคืนบ้านเกิด จึงขอสนับสนุนให้รัฐเปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ได้เข้าทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มากขึ้น

ปิดท้ายที่ คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในมุมมองของหน่วยงานรัฐที่มีแนวคิดสอดคล้องกับการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ภายในเมืองว่า ที่ผ่านมา กทม. มีแนวคิด “รัฐยิ่งทำน้อยยิ่งดี แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เชี่ยวชาญเข้ามาทำให้มาก” กทม. ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่จึงเปิดนโยบาย One Stop Service รวมศูนย์ให้ผู้ที่ต้องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ในพื้นที่สาธารณะใน กทม. สามารถยื่นคำร้องผ่านเว็บไซต์เพียงแห่งเดียว ซึ่งช่วยแก้อุปสรรคความล่าช้าและยุ่งยากในการติดต่อ จนทำให้ กทม. มีกิจกรรมจัดขึ้นมากมาย เช่น เทศกาลดนตรีในสวน เทศกาลกรุงเทพกลางแปลง การจัดทำศิลปะสาธารณะ (Street Art) และการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ง่ายขึ้น เหล่านี้คือตัวอย่างของการทำหน้าที่จากภาครัฐที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านระบบระเบียบ เพื่อเอื้อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จริง

ข้อมูลโดย CEA ระบุว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยนั้นมีมูลค่า (GVA) สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 3.91 แสนล้านบาท และสร้างตำแหน่งงานให้ประเทศโดยมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์สูงถึง 9.8 แสนคนในไทย ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริม แต่เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ดังที่ได้เห็นผ่านการเสวนาบนเวที “CEA Forum 2026” ในครั้งนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad