หลายทศวรรษที่ประเทศไทยถูกจดจำในฐานะ “ครัวของโลก” ดินแดนที่อุดมด้วยวัตถุดิบคุณภาพ ภูมิปัญญาการปรุงอาหารอันละเอียดอ่อน และรสชาติที่โดดเด่นบนเวทีอาหารสากล แต่เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้น เศรษฐกิจอาหารรูปแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้วัดกันด้วยรสชาติ ความสดใหม่ หรือภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดกันด้วยความสามารถในการสร้างนวัตกรรม การใช้เทคโนโลยี และการตอบโจทย์ความยั่งยืนของโลกยุคใหม่ นี่จึงเป็นบริบทใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรที่กำลังเคลื่อนตัว และประเทศไทยจึงจำเป็นต้องก้าวให้ทันกับสนามการแข่งขันนี้
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ตรงกันข้ามกลับมีจุดแข็งมากมายที่รอการต่อยอด แต่จุดแข็งเหล่านั้นจะไร้พลัง หากปราศจากระบบสนับสนุนที่ทำให้ “ผู้ประกอบการไทย”สามารถยืนบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเป็นเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนให้การเป็น “ครัวของโลก” ของไทยก้าวไปไกลสู่การเป็น “ครัวนวัตกรรมของโลก” ที่พร้อมนำเสนอคุณค่าของอาหารไทยผ่านเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และระบบการผลิตที่ยั่งยืน
ยกระดับครัวของโลกด้วยพลังนวัตกรรม
ความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ประกอบการต้องตอบโจทย์หลากหลายมิติ ทั้งความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การตอบรับเทรนด์สุขภาพ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเกษตรและอาหารของโลก (Agriculture & Food Hub) โดย NIA ในฐานะหน่วยงานหลักด้านนวัตกรรมของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารและเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสตาร์ตอัป ไปจนถึงการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง เพื่อสร้างอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจของการเติบโตทางเศรษฐกิจ NIA จึงมุ่งใช้พลังของนวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ไม่ใช่แค่การส่งออกสินค้าอาหารคุณภาพสูง แต่รวมถึงการส่งออก "ผู้ประกอบการนวัตกรรม" ที่มีศักยภาพ สามารถต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง เพื่อสร้างอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว
พลังขับเคลื่อนจากสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอี
กลุ่มสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีถือเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมให้สมบูรณ์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง คิดเร็ว ปรับตัวไว และสามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดได้ตรงจุด ก้าวเดินครั้งสำคัญนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อ NIA นำทัพสตาร์ตอัปและวิสาหกิจนวัตกรรมไทย 9 ราย เข้าร่วมเวที Agri-Food Tech Expo Asia 2025 ที่ประเทศสิงคโปร์ เวทีที่เปรียบเสมือนจุดเชื่อมของเทคโนโลยีอาหารระดับโลก ผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน และแบรนด์ระดับนานาชาติ มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและมองหาอนาคตของอาหารของมนุษยชาติ การก้าวเข้าสู่เวทีนี้ของไทยจึงเป็นมากกว่าการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการประกาศบทใหม่ของชาติในอุตสาหกรรมอาหารโลก
การเข้าร่วมงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Global Market and Investment Link เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ก้าวสู่เวทีระดับโลก โดยโครงการนี้ไม่ใช่แค่การพาผู้ประกอบการไปจัดแสดงสินค้า แต่เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจับทิศทางตลาดโลก เข้าถึงการจับคู่ทางธุรกิจกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ และเชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนและการลงทุนในระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจนวัตกรรมไทย
โชว์ศักยภาพ 9 นวัตกรรมไทยในเวทีโลก
สตาร์ตอัปและวิสาหกิจนวัตกรรมทั้ง 9 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้นำเสนอนวัตกรรมที่หลากหลายและครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของไทยในการพัฒนานวัตกรรม โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ นำโดย Plusto ขนมโปรตีนกรอบจากถั่วดาวอินคา ตอบโจทย์กระแสการดูแลสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก SOUPORT ซุปไทยกึ่งสำเร็จรูปสำหรับผู้สูงอายุที่พร้อมรับประทานภายใน 3 นาที Early Me นมถั่วเหลืองผงสำเร็จรูป AVAGAN ชีสแพลนต์เบสจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ BIOVEGGIE ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผักอัดเม็ด 5 สี และ เชราพิส ผงปรุงรสปราศจากโซเดียม กลุ่มนวัตกรรมอาหารออร์แกนิกและธรรมชาติ ประกอบด้วย Foodle Noodle เส้นก๋วยเตี๋ยวออร์แกนิกจากข้าวอินทรีย์ปราศจากกลูเตน และ Pure D ผลไม้อบไอน้ำกรอบที่คงคุณค่าทางโภชนาการตามธรรมชาติ และกลุ่มนวัตกรรมเทคโนโลยี คือ Intergro ระบบการเก็บรักษาควบคุมก๊าซออกซิเจน ความชื้น และอุณหภูมิด้วยเซ็นเซอร์ LoRa แบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันการสูญเสียจากการจัดเก็บสินค้าเกษตร
การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดย NIA สามารถผลักดันให้เกิดการเจรจาและจับคู่ทางธุรกิจไม่น้อยกว่า 34 ครั้ง โดยผู้ประกอบการไทยต่างก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในระดับนานาชาติอย่างมากมาย
เมื่อถั่วดาวอินคาไทยโลดแล่นบนเวทีโลก
หนึ่งในไฮไลท์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยคือการที่ บริษัท ที ไทย แสน็ค ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ “Plusto” ขนมโปรตีนกรอบจากถั่วดาวอินคา สามารถผ่านเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายในการแข่งขัน Agri-Food Tech World Championship 2025 จากคู่แข่งกว่า 47 ทีมทั่วโลก โดยนายถาวร เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ไทย แสน็ค ฟู้ดส์ จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Plusto ว่าเป็นผลจากการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกที่มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หลังจากที่บริษัทสั่งสมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมานานกว่า 50 ปี จึงตัดสินใจพัฒนา “Functional Snack” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ ไฮโปรตีนบอลเคลือบดาร์กช็อกโกแลต และไฮโปรตีนชิป โดยมีคุณสมบัติเด่นสองประการคือ มีโปรตีนสูงและอุดมไปด้วยไขมันดีโอเมก้า 3, 6, 9 ซึ่งปกติจะพบในปลาทะเลน้ำลึก แต่ Plusto สามารถสกัดคุณค่าเหล่านี้ได้จากพืช นั่นคือถั่วดาวอินคา ถือเป็นการยกระดับขนมขบเคี้ยวให้กลายเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ
“สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมของ Plusto แตกต่างและได้รับการยอมรับในเวทีโลกคือ การให้ความสำคัญกับ Bio-Circular-Green (BCG) Economy อย่างแท้จริง โดยใช้วัตถุดิบหลักที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันถั่วดาวอินคา ซึ่งโดยปกติแล้วกากถั่วที่เหลือจะมีมูลค่าต่ำ และมักถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ แต่ Plusto มองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน และลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม การใช้วัตถุดิบนี้มาพร้อมความท้าทายสำคัญ เนื่องจากถั่วดาวอินคามีรสฝาดเฝื่อนและขมโดยธรรมชาติ ทีมวิจัยและพัฒนาจึงต้องใช้เทคนิคที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ทั้งการล้างและการให้ความร้อน เพื่อกำจัดรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ในขณะที่ยังคงคุณประโยชน์ของโปรตีนและไขมันดีไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งกระบวนการทาง Food Tech นี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญของความโดดเด่นในเวที Agri-Food Tech World Championship 2025”
นายถาวร กล่าวต่อว่า การเข้าร่วมงาน Agri-Food Tech Expo 2025 ที่สิงคโปร์ กับ NIA ไม่ได้มีเพียงเป้าหมายด้านการแข่งขัน แต่เป็นการสำรวจเทรนด์ตลาดและค้นหาพันธมิตรทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย หรือนักลงทุน ซึ่ง Plusto ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากตลาดต่างประเทศ รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์ที่แสดงความสนใจในการนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่าย เนื่องจาก Plusto มีจุดเด่นที่ยากจะเลียนแบบคือ การเป็น Functional Snack ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง รสชาติอร่อย และมีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนที่สมดุล จึงแตกต่างจากโปรตีนบาร์ส่วนใหญ่ในตลาดที่รสชาติไม่ถูกปากผู้บริโภค โดยการเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันถือเป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ไทยในระดับโลกได้เป็นอย่างดี
สำหรับทิศทางในอนาคต Plusto จะนำข้อมูลและเทรนด์ที่ได้รับจากการแข่งขันและงานแสดงสินค้ามาพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเจาะตลาดในประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ มองว่าผลิตภัณฑ์สามารถตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ รวมถึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการสแน็คที่ไม่รู้สึกผิด (Guilt-Free Snack) และยังช่วยเสริมโปรตีนที่มักจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้ Plusto เป็นมากกว่าขนม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน
ในฐานะผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดสากล นายถาวรได้ให้ข้อคิดสำหรับ สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทยว่า โอกาสในตลาดต่างประเทศมีอย่างแน่นอน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทั้งเงินทุนและบุคลากร การมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่าง NIA ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนที่ผู้ประกอบการขาดหายไป ผ่านงบประมาณและโครงการที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างตรงจุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและแต้มต่อในการแข่งขันระดับโลกได้
คำว่า “ครัวของโลก” อาจเคยหมายถึงความอร่อย คุณภาพ และเอกลักษณ์ แต่วันนี้คำว่า “ครัวนวัตกรรมของโลก” สื่อความหมายไปได้ไกลมากขึ้น ทั้งความสามารถในการออกแบบสิ่งใหม่ที่ดีต่อผู้คนและดีต่อโลก และประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่จุดนั้นอย่างชัดเจน ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง อนาคตไม่ใช่สิ่งที่รอให้เกิดขึ้น แต่อยู่ในมือของผู้ที่กล้าสร้างมันขึ้นมา และด้วยการผลักดันอย่างเต็มกำลังจาก NIA อนาคตการเป็นครัวนวัตกรรมของโลกก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น