SACIT ผนึกเครือข่ายฟื้นฟู “ต้นน้ำยางรัก” ปูทางยกระดับวัตถุดิบหายาก สู่หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ เชื่อมโยงภูมิปัญญาสู่ระบบนิเวศหัตถกรรมที่ยั่งยืน - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

SACIT ผนึกเครือข่ายฟื้นฟู “ต้นน้ำยางรัก” ปูทางยกระดับวัตถุดิบหายาก สู่หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ เชื่อมโยงภูมิปัญญาสู่ระบบนิเวศหัตถกรรมที่ยั่งยืน

 


สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เดินหน้ายกระดับวัตถุดิบต้นทางสู่สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยปักหมุดพื้นที่นำร่อง ณ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ดินแดนแห่งขุมทรัพย์ภูมิปัญญาที่ซ่อน “ยางรัก” วัตถุดิบล้ำค่าซึ่งเป็นหัวใจของงานศิลปหัตถกรรมไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมกันนี้ SACIT ยังเร่งขับเคลื่อนภารกิจฟื้นฟูระบบนิเวศยางรักไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และวางรากฐานการสืบสานงานหัตถกรรม “เครื่องรัก” ให้สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

·      ฝ่าวิกฤต “ยางรักไทย” ยกระดับต้นน้ำภูมิปัญญา สู่โอกาสใหม่ของหัตถศิลป์ไทย   

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในเชิงเศรษฐกิจและสามารถแข่งขันในระดับสากล โดยปรับแนวทางจากการส่งเสริมที่เน้น “ปลายน้ำ” หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สู่การให้ความสำคัญกับ “ต้นน้ำ” หรือวัตถุดิบและรากฐานของงานหัตถศิลป์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ “งานเครื่องรัก” ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบและการเลือนหายขององค์ความรู้ ปัจจุบันยางรักจากธรรมชาติมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทักษะการเก็บเกี่ยวและการใช้ประโยชน์กำลังสูญหาย หากไม่เร่งฟื้นฟูอย่างจริงจัง อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของงานหัตถศิลป์ไทยในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ SACIT ในฐานะหน่วยงานหลัก จึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีสำคัญ อาทิ กรมป่าไม้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศหัตถกรรม” ให้ครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรัก การพัฒนาศักยภาพวัตถุดิบต้นทาง ไปจนถึงการส่งเสริมช่างฝีมือรุ่นใหม่ เพื่อให้หัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ

ยางรักไม่ได้เป็นเพียงหัวใจของงานเครื่องเขิน แต่ยังเป็นรากฐานของงานประณีตศิลป์ไทยหลากหลายแขนง ตั้งแต่การลงรักปิดทอง งานลายรดน้ำ งานหัวโขน ไปจนถึงการบูรณะศาสนสถานสำคัญ การฟื้นฟูต้นรักในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาอาชีพช่างฝีมือ แต่คือการปกป้องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ และสร้างรากฐานให้ภูมิปัญญาไทยสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

• ถอดรหัส “ยางรักอมก๋อย” ยกระดับภูมิปัญญาสู่ฐานความยั่งยืนของต้นน้ำหัตถศิลป์ไทย

ในมิติของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับต้นน้ำยางรัก SACIT ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร โดยเฉพาะกรมป่าไม้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและอนุรักษ์ทรัพยากรควบคู่กับการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

นายพิศุทธิ์ ลักษวุธ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ หัวหน้าโครงการอนุรักษ์ต้นรักและการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการใช้ประโยชน์จากยางรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า อำเภออมก๋อยนับเป็น 1 ใน 5 แหล่งผลิตน้ำยางรักคุณภาพสูงของประเทศ โดยมีมูลค่าสูงไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 1,500 บาท อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลวิจัยพบว่า แม้จะมีต้นรักขนาดใหญ่จำนวนมาก แต่กลับมี “ไม้หนุ่ม” ที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างเหมาะสมในสัดส่วนที่จำกัด อันเป็นผลจากปัญหาไฟป่าและข้อจำกัดด้านการขยายพันธุ์ ซึ่งต้องอาศัยการเพาะเมล็ดและการดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกัน กรมป่าไม้ยังได้ผลักดันการใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ผ่านระบบการศึกษาและการทำงานร่วมกับศาสนสถานในพื้นที่

 ในส่วนของ SACIT ได้เข้ามาเสริมบทบาทในการ “ต่อยอดต้นน้ำสู่มูลค่า” โดยได้ร่วมสนับสนุนการ       ต่อยอดองค์ความรู้ผ่านวิสาหกิจชุมชนจัดการยางรักอมก๋อยอย่างยั่งยืน โดยนำภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ต๋อมมาพัฒนาเป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเทคนิคการเจาะกรีดยางรักที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำยางที่เหมาะสมโดยไม่ทำลายเนื้อไม้ รวมถึงการเลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในฤดูฝน ควบคู่กันนี้ ยังมีการนำนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเครื่องเหวี่ยงแยกน้ำออกจากยางรัก เพื่อให้ได้น้ำยางเข้มข้นคุณภาพสูงตามมาตรฐาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม โดย SACIT ได้สนับสนุนช่องทางการตลาดผ่านการนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ซึ่งจะจัดขึ้น ณ วันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงต้นน้ำสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม

 

·      SACIT ปั้น “ต้นรัก” สู่สินทรัพย์ ขับเคลื่อนกลไกการเงินสร้างความยั่งยืนหัตถศิลป์ไทย

ในมิติของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว SACIT เดินหน้าทำหน้าที่ “นักปั้นระบบ” โดยบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อผลักดัน “ต้นรัก” จากวัตถุดิบต้นทาง สู่การเป็น “หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ” เปิดประตูสู่การเข้าถึงแหล่งทุน และยกระดับคุณค่าทรัพยากรให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายอุทัย พิมพ์ไกร รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนบน ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า “ต้นรัก” ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเชิงวัฒนธรรม แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อาทิ การปลูกในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ และการประเมินมูลค่าตามอายุของต้นไม้ ทั้งยังได้ร่วมผลักดันแนวคิด “ธนาคารต้นไม้” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรักในระดับชุมชน ตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างมูลค่าในอนาคต แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบคาร์บอนเครดิตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ภายใต้บทบาทของ SACIT ในการ “ปั้นโอกาส” ได้ปักหมุดพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และสุโขทัย เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน (Finance) และการสร้างมูลค่าแบรนด์ (Branding) มุ่งยกระดับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่การเป็น “Product Champion” ของพื้นที่ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับสากล โดยในระยะต่อไป SACIT ยังเตรียมผลักดัน “งานเครื่องรัก” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติร่วมกับ UNESCO เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์หัตถศิลป์ไทยในเวทีโลก

 

SACIT ทำหน้าที่เป็น ‘นักปั้น’ ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ภูมิปัญญา และกลไกทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ทำให้งานหัตถศิลป์ไทยไม่เพียงคงอยู่ แต่เติบโตอย่างมีศักยภาพในโลกปัจจุบัน การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ หากคือการวางรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และขับเคลื่อนหัตถศิลป์ไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว” ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ กล่าวสรุป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad