KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรติ
สำหรับการส่งผลเชิงบวกมายั งเศรษฐกิจไทย KKP Research ประเมินว่าจะเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่:
1) ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตั วจากความสงบชั่วคราว
การลดระดับความรุนแรงในภูมิ ภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจการบิ นโลก ส่งผลดีต่อการเดินทาง โดยปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ ยวต่างชาติในปีนี้ขึ้นจาก 31.8 ล้านคน เป็น 32.7 ล้านคน (แม้จะยังหดตัว 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ยั งเปราะบาง) คาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ ยวจะเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 1.56 ล้านล้านบาท และในปี 2570 จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่ มขึ้นจาก 34.1 ล้านคน เป็น 34.9 ล้านคน
2) ราคาน้ำมันลดลง ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่ วยลดภาระของครัวเรือนและภาคธุ รกิจ แต่การส่งผ่านไปยังการบริ โภคภาคเอกชนยังคงจำกัด เนื่องจากสถานะทางการเงินของครั วเรือนที่ตึงตัว เม็ดเงินที่ประหยัดได้ส่วนใหญ่ จะถูกนำไปชำระหนี้มากกว่าการสร้ างอุปสงค์ใหม่ ประกอบกับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่ อที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ดี KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันปลี กในประเทศอาจไม่ลดลงเท่ากั บตลาดโลก เนื่องจากต้องนำเงินส่งเข้ ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ อชดเชยภาระหนี้เดิมราว 5.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทรงตั วอยู่ที่ 32–33 บาทต่อลิตร และต้องใช้เวลาจนถึงต้นปี 2571 กว่ากองทุนน้ำมันฯ จะสะสางยอดหนี้ได้ทั้งหมด
3) ดีมานด์ AI หนุนการส่งออกในบางอุตสาหกรรม (K-Shape)
การเติบโตของการลงทุนด้าน AI ส่งผลดีต่อการส่ งออกของไทยเฉพาะในกลุ่ มเทคโนโลยี เช่น HDD, คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดั้งเดิมอื่น ๆ เช่น ยานยนต์, ปิโตรเคมี และเฟอร์นิเจอร์ ยังคงเผชิญปัญหาขี ดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ภาพรวมการผลิตภาคอุ ตสาหกรรมยังเติบโตได้ยากแม้ตั วเลขการส่งออกจะดูดีขึ้น
ปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างและทิ ศทางดอกเบี้ย
ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะยังคงขาดดุลในปี 2569 แม้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันจะลดลง เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น รายได้ภาคบริการที่ยังไม่กลับสู่ ระดับก่อนโควิด-19 และการนำเข้าสินค้าทุนที่สูงขึ้ นตามกระแสการลงทุนด้าน AI
ด้านภาวะเงินเฟ้อ คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ 2.4% (จากเดิมคาด 3.0%) ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวลง ภายใต้สถานการณ์นี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปอีกอย่างน้อย 12 เดือนข้างหน้า โดยอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ ยได้หากเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นสู งกว่าคาด หรือส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่ างไทยและธนาคารกลางสำคัญ ๆ ของโลกเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ ความเสี่ยงที่จะปรับลดดอกเบี้ ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เป็นไปได้หากเศรษฐกิ จในประเทศชะลอตัวลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกผ่านจุ ดสูงสุด และแรงกดดันต่อค่าเงินในภูมิ ภาคผ่อนคลายลง
KKP Research สรุปว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงในครั้งนี้ ทำหน้าที่หลักในการลดความเสี่ ยงไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปกว่ าเดิม มากกว่าจะเป็นกลไกผลักดันการเติ บโตอย่างเต็มที่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงถู กกดดันด้วยปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขั นของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังไม่ ได้ประโยชน์จากการลงทุนในปั ญญาประดิษฐ์อย่างเต็มเม็ดเต็ มหน่วย ภาระหนี้ครัวเรือน และโครงสร้างประชากร












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น