PwC ชี้ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลกเป็นสองเส้นทาง พร้อมเพิ่มคุณค่าของทักษะมนุษย์ - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

PwC ชี้ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลกเป็นสองเส้นทาง พร้อมเพิ่มคุณค่าของทักษะมนุษย์

 



 AI กำลังสร้างตลาดแรงงานโลกแบบ ‘สองเส้นทาง’ โดยงานที่ AI ช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญของมนุษย์เติบโตทั้งจำนวนตำแหน่งงานและค่าจ้างเร็วกว่างานที่ AI ทำให้ผู้ไม่มีประสบการณ์สามารถทำได้ง่ายขึ้น 

 บริษัทที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีการเติบโตของจำนวนพนักงานสูงกว่าบริษัทที่ใช้ AI น้อยกว่าอย่างชัดเจน โดย 52% เทียบกับ 36% และมีการเติบโตของค่าจ้างสูงกว่า 24% เทียบกับ 17% 

 กลุ่มบริษัทชั้นนำที่ใช้ AI ได้โดดเด่นที่สุดมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นสูงถึง 163% เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 

 ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน AI เติบโตเร็วกว่าตลาดงานโดยรวมเกือบ 8 เท่า ขณะที่พนักงานที่มีทักษะ AI ได้รับค่าจ้างเพิ่มพิเศษเฉลี่ย 62% 

 งานระดับแรกเข้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI มีแนวโน้มต้องการทักษะที่เดิมมักพบในบทบาทระดับอาวุโส เช่น การใช้วิจารณญาณ ความเป็นผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ มากกว่างานอื่นถึง 7 เท่า 


กรุงเทพฯ, 31 กรกฎาคม 2569 – PwC เผยรายงาน 2026 AI Jobs Barometer ระบุว่า AI กำลังเปลี่ยนทักษะที่นายจ้างต้องการจากบุคลากรมากที่สุด โดยเพิ่มความสำคัญของทักษะมนุษย์ เช่น การใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และภาวะผู้นำ ขณะที่องค์กรที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพยังคงขยายการจ้างงานได้เร็วกว่าองค์กรอื่น 

 

รายงานดังกล่าววิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานมากกว่าหนึ่งพันล้านตำแหน่งใน 6 ทวีป และพบว่า AI กำลังสร้างตลาดแรงงานโลกแบบ ‘สองเส้นทาง’ โดยงานกลุ่มหนึ่งได้รับการยกระดับให้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและดุลยพินิจของมนุษย์มากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง AI ช่วยให้ผู้ไม่มีประสบการณ์สามารถปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น 

 

ผลการศึกษาพบว่า งานในกลุ่มที่ AI ช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญ เช่น นักรังสีวิทยา หรือ นักสรรหาบุคลากร มีการเติบโตของตำแหน่งงานมากกว่างานที่ AI ทำให้สามารถปฏิบัติได้ง่ายขึ้นถึงสองเท่า และมีการเติบโตของค่าจ้างสูงกว่า 42% 

 

สำหรับงานระดับแรกเข้า AI กำลังเปลี่ยนความคาดหวังของนายจ้างอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์ตำแหน่งงานระดับแรกเข้า 2.4 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ พบว่า งานที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงมีแนวโน้มต้องการทักษะที่โดยปกติมักพบในบทบาทระดับอาวุโส เช่น ความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารแบบเผชิญหน้า สูงกว่างานอื่นถึง 7 เท่า 

 

นอกจากนี้ ตำแหน่งงานระดับแรกเข้ากลุ่มดังกล่าวยังเติบโต 35% นับตั้งแต่ปี 2562 ขณะที่ตำแหน่งงานระดับแรกเข้าอื่น ๆ ลดลง 10% สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการเริ่มต้นอาชีพในยุค AI  

 

นาย โจ แอตกินสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ระดับโลกของ PwC กล่าวว่า: 

 

“ในระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน เราเริ่มเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างรูปแบบการบริหารจัดการบุคลากรและการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ โดยบริษัทที่ได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุนใน AI คือ บริษัทที่นำ AI มาใช้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและความเชี่ยวชาญของมนุษย์ เร่งการพัฒนานวัตกรรม และสร้างแหล่งมูลค่าใหม่ ๆ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้มีความก้าวหน้านำห่างคู่แข่งทั้งในด้านผลิตภาพและการเติบโตทางธุรกิจอย่างเหนือชั้น เมื่อเทียบกับบริษัทที่มุ่งเน้นเพียงแค่การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อทดแทนแรงงาน” 

 

AI หนุนการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน ขณะที่บริษัทชั้นนำที่ใช้ AI ได้โดดเด่นที่สุด กำลังนำห่างคู่แข่ง 

 

รายงานพบว่า ช่องว่างระหว่างบริษัทที่ใช้ AI ได้มากที่สุดกับบริษัทที่ใช้ AI ได้น้อยที่สุดกำลังกว้างขึ้น โดยบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI สูงมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น 34% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 ขณะที่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI น้อยที่สุดมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น 24% 

 

ภายในกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูง ยังเริ่มเห็นปรากฏการณ์ ‘super-star companies’ อย่างชัดเจน โดยบริษัท 20% แรกที่ใช้ AI ได้โดดเด่นที่สุดมีผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 163% เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงโดยรวมเกือบ 5 เท่า 

 

ที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI สูงไม่ได้ลดการจ้างงาน แต่กลับมีจำนวนพนักงานเติบโตเร็วกว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่ำ โดยเพิ่มขึ้น 52% เทียบกับ 36% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับฐานปี 2561 สะท้อนว่า AI มีบทบาทเป็นเครื่องเร่งการเติบโต มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน 

 

ทักษะ AI หนุนค่าจ้างเพิ่มพิเศษเฉลี่ย 62% ขณะที่ตำแหน่งงานด้าน AI โตเร็วกว่าตลาดเกือบ 8 เท่า 

 

เมื่อองค์กรใช้ AI เพื่อยกระดับผลิตภาพมากขึ้น ค่าจ้างของพนักงานที่มีทักษะ AI ก็เพิ่มสูงขึ้นตาม โดยค่าจ้างเพิ่มพิเศษเฉลี่ยสำหรับผู้ที่มีทักษะ AI อยู่ที่ 62% เพิ่มขึ้นจาก 57% ในปีก่อนหน้า 

 

ทั้งนี้ ระดับค่าจ้างเพิ่มพิเศษแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยบางอุตสาหกรรม เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค มีค่าจ้างเพิ่มพิเศษสูงถึง 118% ขณะที่ภาครัฐและภาคสาธารณะอยู่ที่ 16% 

 

ขณะเดียวกัน ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน AI เช่น วิศวกรรมพรอมต์ (prompt engineering) หรือการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) เพิ่มขึ้น 69% เทียบกับตลาดงานโดยรวมที่เติบโต 9% หรือเร็วกว่าเกือบ 8 เท่า นอกจากนี้ จำนวนตำแหน่งงานด้าน AI ในปี 2568 ยังสูงเกือบสองเท่าของปี 2567 และเติบโตเร็วกว่าตลาดงานโดยรวมนับตั้งแต่ปี 2558 


อุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมมีสัดส่วนตำแหน่งงานด้าน AI สูงที่สุดที่ 11% รองลงมาคือบริการวิชาชีพที่ 6% ขณะที่กลุ่มสุขภาพมีสัดส่วนต่ำที่สุดที่น้อยกว่า 1% 

 

นาย พีท บราวน์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจกำลังแรงงานระดับโลกของ PwC กล่าวว่า: 

 

“ความสัมพันธ์แบบเดิมระหว่างประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกำลังเปลี่ยนไป AI กำลังลดงานประจำบางส่วนที่เคยเป็นเส้นทางการเรียนรู้ของคนทำงานใหม่ ขณะเดียวกันก็เพิ่มความต้องการทักษะด้านวิจารณญาณ ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการปรับตัวตั้งแต่ช่วงต้นของอาชีพ องค์กรจึงต้องทบทวนวิธีพัฒนาบุคลากร หากต้องการให้พนักงานเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมใหม่นี้” 

 

ด้านนาง เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า:  


“เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในชีวิตประจำวัน ทักษะของมนุษย์ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะความสามารถด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องการคนที่สามารถใช้วิจารณญาณ คิดอย่างมีเหตุผล สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมเมื่อทำงานกับข้อมูลหรือข้อเสนอแนะที่สร้างโดย AI สำหรับนายจ้างในไทย นี่หมายความว่า กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรต้องไปไกลกว่าการสอนให้พนักงานใช้เครื่องมือ AI ได้ แต่ต้องช่วยให้พนักงานประเมินผลลัพธ์จาก AI ได้อย่างรอบคอบ ใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม และเสริมทักษะมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ องค์กรที่ผสานการใช้ AI เข้ากับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างจริงจัง จะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดและรักษาบุคลากร และสร้างมูลค่าจากการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว” 




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad