ไทยเบฟสานต่อความร่วมมือกับกรุงศรี เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์การเงินเพื่อความยั่งยืน ผ่านสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน ในวงเงิน 6,500 ล้านบาท - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ไทยเบฟสานต่อความร่วมมือกับกรุงศรี เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์การเงินเพื่อความยั่งยืน ผ่านสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน ในวงเงิน 6,500 ล้านบาท

 


 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการ “สรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” (Enabling Sustainable Growth) ผ่านการได้รับการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนจากธนาคารกรุงศรีต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3

 เดินหน้าบูรณาการหลัก ESG เข้ากับกลยุทธ์การระดมทุนของบริษัท พร้อมตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเบฟ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Science Based Targets initiative (SBTi)


กรุงเทพฯ – 15 กรกฎาคม 2569 – บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ” หรือ “บริษัท”) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชั้นนำของของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดินหน้าผสานความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์การระดมทุนของบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan: SLL) วงเงิน 6,500 ล้านบาท จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (“กรุงศรี”) โดยมีกรุงศรีและ MUFG ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน (Joint Sustainability Structuring Advisors)

ธุรกรรมในครั้งนี้นับเป็นการดำเนินธุรกรรมสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนระหว่างไทยเบฟและกรุงศรีต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ต่อยอดจากสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนวงเงิน 10,000 ล้านบาทในปี 2567 และ 5,000 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการผสานความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การระดมทุนของบริษัทอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือกับกรุงศรีในการขับเคลื่อนการเงินเพื่อความยั่งยืน

สินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนดังกล่าว เชื่อมโยงต้นทุนทางการเงินของบริษัทเข้ากับผลการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability Performance Targets: SPTs) โดยอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจะปรับตามระดับการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงร้อยละ 42 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566 และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 50 ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในปี 2573

ไทยเบฟกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน (SPTs) ขึ้นภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การระดมทุนส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Finance Framework) ของบริษัท โดยเป้าหมายดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเบฟที่ได้รับการรับรองโดย Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของพันธกิจด้านความยั่งยืนของบริษัท และสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังได้แต่งตั้ง Morningstar Sustainalytics เป็นผู้จัดทำรายงานความเห็นโดยผู้สอบทานภายนอกที่เป็นอิสระ (Second Party Opinion: SPO) เพื่อประเมินว่ากรอบหลักเกณฑ์การระดมทุนส่งเสริมความยั่งยืน(Sustainability-Linked Finance Framework) ของบริษัทมีความสอดคล้องกับหลักการ Sustainability-Linked Loan Principles (SLLPs) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล รวมทั้งประเมินว่าตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators: KPIs) และเป้าหมายด้านความยั่งยืน (SPTs) ของไทยเบฟมีความเหมาะสม มีนัยสำคัญ และสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กลยุทธ์ด้าน ESG ของบริษัท

คุณต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนจากกรุงศรีต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผสานความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์การระดมทุนของไทยเบฟ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว และขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายการ ‘สรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน’ (Enabling Sustainable Growth) การกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน (SPTs) ให้สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองโดย Science Based Targets initiative (SBTi) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการบูรณาการหลัก ESG เข้ากับการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า การเดินหน้าขยายการใช้สินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน จะช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ และการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน”

คุณประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรีมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนไทยเบฟบนเส้นทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในฐานะพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างต่อเนื่อง การออกสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนการเงินเพื่อความยั่งยืน พร้อมตอกย้ำบทบาทของกรุงศรีในการนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถบูรณาการหลัก ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ และรับมือกับความท้าทายด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญของกรุงศรี ผสานกับเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ MUFG เราพร้อมสนับสนุนลูกค้าให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ธุรกิจของลูกค้าและเศรษฐกิจโดยรวม”

เกี่ยวกับไทยเบฟ

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ” และบริษัทย่อยรวมเรียก “กลุ่ม”) เป็นบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย วิสัยทัศน์ของไทยเบฟ คือ การเป็นผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียนในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร

ไทยเบฟก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เพื่อรวมกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสุราและเบียร์ชั้นนำของไทยที่เป็นของผู้ถือหุ้นและผู้ร่วมทุนรายอื่น ๆ เข้ามาเป็นกลุ่มบริษัท และในปี 2549 ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (“SGX-ST”) ต่อมาในปี 2555 ไทยเบฟได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศผ่านการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ, ลิมิเต็ด (“F&N”) บริษัทชั้นนำในประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย การซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้กลุ่มก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มระดับภูมิภาค ในปี 2560 ไทยเบฟได้เสริมแกร่งความเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มในภูมิภาคด้วยการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 75 ในแกรนด์ รอยัล กรุ๊ป (“GRG”) ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในตลาดวิสกี้ของประเทศเมียนมา นอกจากนี้ยังชนะการประมูลซื้อหุ้นร้อยละ 53.59 ของบริษัทไซ่ง่อน เบียร์-แอลกอฮอล์-เบฟเวอเรจ คอร์เปอเรชั่น (“ซาเบโก้”) ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ส่งผลให้ไทยเบฟก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในด้านปริมาณของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี 2566 กลุ่มได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สุราระดับพรีเมียมผ่านการเข้าซื้อธุรกิจลาร์เซน คอนญัก และคาร์โดนา ดิสทิลเลอรี่ ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของกลุ่มในการเข้าสู่ตลาดสุราประเภทคอนญักและวิสกี้จากนิวซีแลนด์

ปัจจุบัน ไทยเบฟดำเนินธุรกิจผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร โดยกลุ่มมีโรงกลั่นสุรา 19 แห่ง โรงงานผลิตเบียร์ 3 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหาร 21 แห่งในไทย รวมถึงมีเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมจุดขายมากกว่า 600,000 จุดทั่วประเทศ และจำหน่ายสินค้าครอบคลุมมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีฐานการผลิตในต่างประเทศที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจหลัก โดยมีเครือข่ายโรงงานผลิตเบียร์ 26 แห่งในประเทศเวียดนาม ที่ผลิตสินค้า Bia Saigon และ 333 ของซาเบโก้ โรงงานผลิตเบียร์ 1 แห่งในเมียนมา และ 1 แห่งในกัมพูชา โรงกลั่นและโรงงานผลิตสุรา 6 แห่งในสกอตแลนด์ ซึ่งใช้ผลิตสุราซิงเกิ้ลมอลต์ เช่น บัลแบลร์ (Balblair) โอลด์ พุลท์นีย์ (Old Pulteney) และสเปย์เบิร์น (Speyburn) โรงงานผลิตสุรา 1 แห่งในฝรั่งเศส สำหรับผลิตสุราลาร์เซน คอนญัก โรงกลั่นสุรา 1 แห่งในนิวซีแลนด์ ซึ่งใช้ผลิตสุราของคาร์โดรนา โรงงานผลิตสุรา 2 แห่งในเมียนมาของ GRG โรงกลั่นสุรา 1 แห่งในเวียดนาม และโรงกลั่นสุรา 1 แห่งในจีนซึ่งสำหรับผลิตสุราอวี้หลินฉวน (Yulinquan) นอกจากนี้ยังมีโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหาร 14 แห่งในมาเลเซีย 2 แห่งในกัมพูชา 1 แห่งในสิงคโปร์ และ 1 แห่งในเวียดนาม

ผลิตภัณฑ์สุราที่มีชื่อเสียงของกลุ่ม ประกอบด้วย รวงข้าว หงส์ทอง เบลนด์ 285 แสงโสม แม่โขง และแกรนด์ รอยัล วิสกี้ นอกจากนี้ เบียร์ช้าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์หลัก ยังเป็นหนึ่งในเบียร์ของไทยที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ Bia Saigon และ 333 ของซาเบโก้ ยังเป็นเบียร์ที่มียอดขายอันดับต้น ๆ ในเวียดนาม สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ไทยเบฟมีตราสินค้าชั้นนำ ได้แก่ ชาเขียวโออิชิ เครื่องดื่มอัดลมเอส และน้ำดื่มคริสตัล รวมถึงผลิตภัณฑ์ของ F&N อาทิ เครื่องดื่มอัดลม เครื่องดื่มเกลือแร่ 100PLUS และผลิตภัณฑ์นมภายใต้ตราสินค้า F&N และ TEAPOT ซึ่งมียอดขายอันดับต้น ๆ ในมาเลเซีย นอกจากนี้ ไทยเบฟยังดำเนินธุรกิจอาหารผ่านบริษัทย่อยของกลุ่ม ครอบคลุมทั้งธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด และได้ขยายต่อยอดธุรกิจอาหารผ่านบริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย และธุรกิจแฟรนไชส์เคเอฟซี ซึ่งเป็นร้านอาหารบริการด่วนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย

ไทยเบฟเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงสุดใน SGX-ST และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ใช้อ้างอิงในดัชนีสเตรทส์ไทม์ (STI) อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (“DJSI”) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และเป็นสมาชิกในดัชนี DJSI World และดัชนี DJSI Emerging Markets นอกจากนี้ยังได้ขยายขอบเขตการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ให้ครอบคลุมรายงานการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศของ Carbon Disclosure Project (“CDP”) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบการเปิดเผยข้อมูลและการจัดอันดับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยในปี 2568 ได้รับผลการประเมินระดับ A จาก CDP ในหมวดความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกลุ่มในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ

เกี่ยวกับกรุงศรี 

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยด้านสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝาก และเป็นหนึ่งในหกสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) โดยดำเนินธุรกิจมานานถึง 80 ปี กรุงศรีเป็นบริษัทในเครือของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก กลุ่มกรุงศรีให้บริการทางการเงินการธนาคารอย่างครบวงจร ทั้งในด้านสินเชื่อเพื่อรายย่อย การลงทุน การบริหารจัดการกองทุน รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอันหลากหลายแก่กลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้า SME และลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านสาขาของธนาคารกว่า 544 สาขา (เป็นสาขาที่ให้บริการทางการเงินในรูปแบบปกติ 504 สาขาและสาขาที่ให้บริการเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 40 สาขา) และช่องทางการขายกว่า 33,816 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรุงศรียังเป็นผู้ออกบัตรเครดิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีจำนวนบัญชีบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ/สินเชื่อส่วนบุคคลมากกว่า 10.6 ล้านบัญชี และเป็นผู้ให้บริการด้านสินเชื่อรถยนต์ชั้นนำ (กรุงศรี ออโต้) พร้อมทั้งมีบริษัทบริหารจัดการกองทุนที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่ง (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด) ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้มีรายได้น้อย (บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)) อีกด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.krungsri.com


เกี่ยวกับมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG)

มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) เป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันทางการเงินชั้นนำระดับโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโตเกียว ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานในการดำเนินธุรกิจกว่า 360 ปี MUFG มีเครือข่ายสำนักงานราว 2,000 แห่ง ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลกและมีพนักงานกว่า 150,000 คน MUFG นำเสนอบริการทางการเงินที่หลากหลายครอบคลุมทั้งธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ทรัสต์แบงก์กิ้ง ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อย ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธุรกิจเช่าซื้อ MUFG มีเป้าหมายที่จะเป็น “กลุ่มสถาบันทางการเงินที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในโลก” ด้วยการผสานศักยภาพในการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองทุกความต้องการทางการเงินของลูกค้าโดยคำนึงถึงสังคมและการแบ่งปันสู่ความเติบโตอย่างยั่งยืน MUFG จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ตลาดหลักทรัพย์นาโกยา และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MUFG กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.mufg.jp/english



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad