ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ คือกุญแจสำคัญสู่การยุติวัณโรคในประเทศไทย - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ผู้เชี่ยวชาญชี้ การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำ คือกุญแจสำคัญสู่การยุติวัณโรคในประเทศไทย

 


กรุงเทพมหานคร, 13 กรกฎาคม 2569บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ โรช ไดแอกโนสติกส์ เอเชียแปซิฟิก จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านโรคติดเชื้อ ครั้งที่ 2 (2nd Asia Pacific International Roche Infectious Diseases Symposium: APAC IRIDS 2026) ภายใต้แนวคิด "Shifting Paradigms, Transforming Outcomes" เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโรคติดเชื้อระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคีเครือข่ายจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมุ่งเน้นบทบาทของการตรวจวินิจฉัยที่มีคุณภาพ การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือในการยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุข

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือ เวทีเสวนาสื่อมวลชนและนโยบายด้านการตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostics Media and Policy Forum) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับภูมิภาคได้หยิบยกประเด็นวัณโรค" ขึ้นมาหารืออย่างเข้มข้น  เนื่องจาก ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แบกรับภาระผู้ป่วยวัณโรครายใหม่มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั่วโลก จึงเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนการยุติวัณโรค แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้ แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัจจุบันทั่วโลกยังมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 2.4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือไม่ได้รับการรายงานเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับการรักษาและยังคงสามารถแพร่เชื้อในชุมชนได้ การเร่งค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดการแพร่เชื้อและเพิ่มโอกาสการรักษา 


คุณมิไฮ อีริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่าโรคติดเชื้อยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ควบคู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดงาน APAC-IRIDS 2026 ในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของโรช ไดแอกโนสติกส์ ในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันยกระดับการดูแลผู้ป่วยและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของภูมิภาคให้ก้าวไปข้างหน้า” 

ภายในงาน แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์วัณโรคในประเทศไทย พร้อมสะท้อนถึงความท้าทายสำคัญ โดยระบุว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์วัณโรคประมาณ 146 รายต่อประชากร 100,000 คน หรือคิดเป็นผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 100,000 รายต่อปี แม้อุบัติการณ์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่รวดเร็วเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมาย End TB Strategy ซึ่งมุ่งลดอุบัติการณ์วัณโรคร้อยละ 80 และลดการเสียชีวิตจากวัณโรคร้อยละ 90 ภายในปี 2573 ดังนั้น การรับมือกับวัณโรคในประเทศไทยในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการรักษาเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว

แพทย์หญิงผลิน กล่าวว่า  "แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงขององค์การอนามัยโลก (WHO High TB Burden Countries) ซึ่งสะท้อนว่ายังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือเข้าสู่ระบบการรักษาได้ล่าช้า ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการ ดังนั้น การเร่งค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมวัณโรคในประเทศไทย นอกจากการดูแลผู้ป่วยวัณโรคแล้ว ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับ การค้นหาและรักษาการติดเชื้อ วัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากการรักษาการติดเชื้อระยะแฝงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยป้องกันการป่วยเป็นวัณโรคในอนาคต ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยจึงเดินหน้ายกระดับการดำเนินงานควบคุมวัณโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาผู้ป่วย ตลอดจนการสร้างความรอบรู้ด้านวัณโรคและลดการตีตราผู้ป่วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจรักษาได้รวดเร็ว และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย ยุติวัณโรค (End TB) ตามกรอบขององค์การอนามัยโลกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการควบคุมวัณโรค โดยมีข้อเสนอร่วมกันว่า การบรรลุเป้าหมาย "ยุติวัณโรค (End TB)" ตามยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างครอบคลุม ทั้งการเร่งค้นหาและรักษาผู้ป่วยวัณโรคระยะป่วย ควบคู่กับการค้นหาและรักษาผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) เพื่อป้องกันการพัฒนาไปเป็นวัณโรคในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรโลกประมาณ 1 ใน 4 หรือราว 25% มีการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยไม่มีอาการและไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แต่ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็นวัณโรคระยะป่วย หากสามารถค้นหาและให้การรักษาป้องกันได้อย่างครอบคลุม จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และตัดวงจรการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญยังได้แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของยุทธศาสตร์ End TB โดยปัจจุบัน นอกจากการทดสอบทางผิวหนังด้วยทูเบอร์คูลิน (Tuberculin Skin Test: TST) ที่ใช้มาอย่างยาวนานแล้ว ยังมีการนำการตรวจเลือดด้วยวิธี Interferon Gamma Release Assays (IGRAs) และการทดสอบทางผิวหนังที่ใช้แอนติเจนจำเพาะของเชื้อวัณโรค (TB antigen-based skin tests: TBSTs) มาใช้เพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถให้ความจำเพาะสูงกว่า TST โดยเฉพาะในประชากรที่เคยได้รับวัคซีน BCG และช่วยเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองผู้ติดเชื้อระยะแฝงในบริบทที่แตกต่างกัน

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ เลือกใช้วิธีตรวจที่เหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ กลุ่มเป้าหมาย และทรัพยากรที่มีอยู่ โดย IGRAs และ TBSTs ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน สำหรับการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง 

สำหรับการวินิจฉัยวัณโรคระยะป่วย ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ การตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล (NAATs/PCR) เป็นการตรวจเบื้องต้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO - recommended Rapid Molecular Diagnostics: WRDs) เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคและตรวจหาการดื้อยาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ลดการแพร่กระจายเชื้อ และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการรักษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่วัณโรคดื้อยายังคงเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศทั่วโลกซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 2 ใน 3 ทั่วโลกยังตรวจไม่พบ ทำให้ได้รับการรักษาด้วยสูตรยามาตรฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในชุมชนอย่างต่อเนื่อง 

ผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเห็นพ้องว่า การตรวจวินิจฉัยจะเกิดผลสูงสุดก็ต่อเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การคัดกรองเชิงรุก การส่งต่อผู้ป่วย การพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการ บุคลากรทางการแพทย์ ระบบข้อมูล และการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การวินิจฉัยนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการระดับโมเลกุลที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 มาประยุกต์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยวัณโรค รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลและการเฝ้าระวังทางดิจิทัลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสถานการณ์ การค้นหาผู้ป่วย และการควบคุมการแพร่กระจายของโรคอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน รวมทั้ง เสนอแนวทางการตรวจวินิจฉัยแบบบูรณาการ (Integrated Diagnostics) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถรับการตรวจคัดกรองหลายโรค เช่น วัณโรค เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ และเบาหวาน ภายในการเข้ารับบริการครั้งเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ป่วย และช่วยให้เข้าสู่การรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอาศัยการบูรณาการระบบบริการ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจวินิจฉัยที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกเหนือจากการนำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการ ภายในงานยังเปิดเวทีสะท้อนมุมมองจากผู้มีประสบการณ์ตรง โดย คุณจั๊ก – ชวิน จิตรสมบูรณ์ ศิลปิน นักร้อง นักดนตรี และตัวแทนผู้ป่วยวัณโรค ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การต่อสู้กับโรค ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ตลอดจนความสำคัญของการได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย และส่งเสริมให้ประชาชนเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยงหรือมีอาการสงสัยวัณโรค

คุณจั๊ก – ชวิน จิตรสมบูรณ์ กล่าวว่า "วันที่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นวัณโรค ผมยอมรับว่ารู้สึกตกใจและกังวล เพราะยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อยู่มาก แต่เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและเข้าสู่การรักษาอย่างถูกต้อง ผมจึงมั่นใจว่า วัณโรคสามารถรักษาให้หายได้ หากตรวจพบเร็ว และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่อยากฝากถึงทุกคนคือ อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือการตีตราเป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการตรวจ เพราะการรู้เร็ว รักษาเร็ว ไม่เพียงช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรค แต่ยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อและปกป้องคนที่เรารักได้อีกด้วย"

การจัดงาน APAC IRIDS 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านการตรวจวินิจฉัยในการรับมือโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะวัณโรค ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษาอย่างทันท่วงที และยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว 


เกี่ยวกับงานประชุมวิชาการ APAC IRIDS 2026  

การประชุมวิชาการนานาชาติด้านโรคติดเชื้อแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ APAC-IRIDS 2026 (Asia Pacific International Roche Infectious Diseases Symposium) เป็นเวทีทางวิชาการระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านการตรวจวินิจฉัยทางด้านโรคติดเชื้อ และการบริหารจัดการทางคลินิก โดยครอบคลุม 5 แกนหลัก ได้แก่ โรคตับ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ความท้าทายด้านการตรวจวินิจฉัย การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและการจัดการใช้ยาต้านจุลชีพ รวมถึงนวัตกรรมที่กำลังอุบัติใหม่ งานครั้งนี้ระดมสมองผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทางคลินิกและห้องปฏิบัติการ จาก 10 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลก เพื่อร่วมแบ่งปันหลักฐานเชิงประจักษ์ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และร่วมผลักดันประสิทธิภาพระบบสาธารณสุขในภูมิภาคอย่างยั่งยืน 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad