หลักการสำคัญ: ที่ดินมีเจ้าของตามกฎหมาย สัญญาเช่าสิ้นสุดแล้ว มีข้อกำหนดให้ชำระค่าเสียหาย และมีคำวินิจฉัยให้ส่งมอบพื้นที่คืน
1. ที่ดินอุเทนถวายเป็นของใครกันแน่?
ตอบ: เป็นกรรมสิทธิ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามกฎหมาย มีการโอนทรัพย์สินให้จุฬาฯ ในปี พ.ศ. 2482 โดยอุเทนถวายเป็นผู้ใช้พื้นที่ในฐานะผู้เช่า ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน
2. อุเทนถวายได้รับพระราชทานที่ดินจากพระมหากษัตริย์จริงหรือไม่?
ตอบ: ไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่ามีการพระราชทานกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ให้อุเทนถวาย ข้อมูลเกี่ยวกับการพระราชทานเงิน 10,000 บาท เพื่อก่อสร้างโรงงานนักเรียนเพาะช่าง ไม่ใช่หลักฐานการพระราชทานกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงต้องแยกเรื่องการสนับสนุนการศึกษาออกจากเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดิน
3. หากที่ดินเป็นของจุฬาฯ ทำไมอุเทนถวายจึงเข้ามาใช้พื้นที่ได้?
ตอบ: เพราะมีการทำสัญญาเช่าอย่างถูกต้องตั้งแต่ พ.ศ. 2478 จนถึง พ.ศ. 2546 รวม 68 ปี การเช่าทำให้มีสิทธิใช้ประโยชน์ตามสัญญา แต่ไม่ได้ทำให้ผู้เช่ากลายเป็นเจ้าของที่ดิน
4. สัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้วหรือยัง?
ตอบ: สิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2546 หรือกว่า 23 ปีมาแล้ว การใช้พื้นที่หลังสัญญาสิ้นสุดจึงไม่ใช่การใช้สิทธิตามสัญญาเช่าเดิม และมีข้อกำหนดให้ส่งมอบพื้นที่คืนเจ้าของ
5. เรื่องนี้เหมือนคนมาเช่าที่ดินของเรา แล้วหมดสัญญาแต่ไม่ยอมย้ายออกใช่หรือไม่?
ตอบ: ใช่ในหลักการพื้นฐาน เปรียบเหมือนเจ้าของที่ดินให้บุคคลอื่นเช่า เมื่อหมดสัญญา เจ้าของขอคืนพื้นที่ แต่ผู้เช่ายังคงอยู่ แม้มีคำวินิจฉัยให้ส่งคืนแล้ว
6. ศาลตัดสินแล้วหรือยังว่าอุเทนถวายต้องคืนพื้นที่?
ตอบ: มีคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและการดำเนินคดี
(กยพ.) ใน พ.ศ. 2552 ให้ส่งมอบพื้นที่คืนจุฬาฯ และต่อมาใน พ.ศ. 2565 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้องคดีที่ขอเพิกถอนคำชี้ขาดนั้น โดยยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัย กยพ. จึงมีข้อยุติทางกฎหมายแล้ว
7. อุเทนถวายค้างเงินจุฬาฯ จริงหรือไม่?
ตอบ: มีข้อกำหนดให้ชำระค่าเสียหายจากการใช้พื้นที่หลังสิ้นสุดสัญญา ในอัตรา 1,140,900 บาทต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 และมีรายงานในอดีตว่ายังไม่ได้ชำระเงินดังกล่าว แต่การยืนยันยอดหนี้คงค้างปัจจุบันจำเป็นต้องตรวจสอบกับจุฬาฯ ด้วย
8. หากไม่ได้ชำระเงินเลย จะเป็นเงินเท่าใด?
ตอบ: คำนวณจากอัตราที่กำหนดจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เป็นเวลาประมาณ 20 ปี คิดเป็นค่าเสียหายสะสมประมาณ 22.8 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ยหรือรายการปรับปรุงอื่น ตัวเลขนี้เป็นยอดคำนวณตามสมมติฐานว่ายังไม่มีการชำระ
ดอกเบี้ยสะสมประมาณการ 15,197,960.16 บาท รวมทั้งสิ้น 38,015,960.16 บาท
หมายเหตุ: ยอดรวมดังกล่าวเป็นการคำนวณตามสมมติฐานว่ายังไม่มีการชำระเงิน มิใช่ยอดหนี้คงค้างปัจจุบันที่ได้รับการยืนยันแล้ว












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น