เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์เอาชีวิตรอดฟอร์มยักษ์ที่สร้างความระทึกจนหลายคนบอกต่อว่า “ต้องดูในโรงภาพยนตร์” สำหรับ “WHALEFALL ต้องรอดจากวาฬนี้” เพราะบรรยากาศชวนให้อินถึงขีดสุด แถมการแสดงของทุกตัวละครในเรื่องก็สื่ออารมณ์ถึงคนดูได้อย่างเต็มที่ แต่รู้ไหมว่ากว่าจะถ่ายทอดภาพของชายหนุ่มที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากภายในท้องวาฬสเปิร์มออกมาได้อย่างสมจริงบนจอยักษ์ ไม่ได้อาศัยเพียงจินตนาการและทักษะการแสดงเท่านั้น ยังต้องผ่านการเตรียมตัวอย่างจริงจังทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะ Austin Abrams นักแสดงหนุ่มผู้รับบท “เจย์” ซึ่งทุ่มเทให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก ตั้งแต่การเดินทางไปดำน้ำกับวาฬสเปิร์มในธรรมชาติ ก่อนจะเข้าสู่การถ่ายทำในฉากท้องวาฬที่ทั้งคับแคบและท้าทายอย่างต่อเนื่องถึง 35 วัน เพื่อให้ผู้ชมเชื่อว่า เขากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์สุดเหลือเชื่อนี้จริง ๆ ใครอยากเห็นว่าการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ Austin Abrams จะน่าชื่นชมขนาดไหน ไประทึกกับ “เจย์” ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์
เปิดประสบการณ์ดำน้ำกับวาฬสเปิร์มในธรรมชาติ เพื่อเข้าใจตัวละครจากประสบการณ์จริงสำหรับ Abrams การเตรียมตัวเพื่อรับบทเจย์ เริ่มจากการทำความรู้จักกับวาฬสเปิร์มอย่างใกล้ชิด โดยก่อนการถ่ายทำ เขาตัดสินใจเดินทางไปยังเขตอนุรักษ์วาฬสเปิร์มใกล้เกาะ Dominica ในทะเลแคริบเบียน พร้อมกับ Patrick Dykstra นักทำสารคดีเกี่ยวกับวาฬผู้มีประสบการณ์ ซึ่งพาเขาลงไปดำน้ำและสังเกตวาฬในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยการเดินทางครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจของ Abrams ที่ต้องการทำความเข้าใจว่าสัตว์ขนาดมหึมาอย่างวาฬสเปิร์มมีพฤติกรรมอย่างไร และการได้อยู่ใต้น้ำใกล้กับพวกมันให้ความรู้สึกแบบไหน เพื่อใช้ประสบการณ์จริงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวละคร
“Austin ติดต่อมาหาผมเพราะต้องการให้ช่วยพาเขาไปรู้จักกับวาฬสเปิร์มในโลกแห่งความเป็นจริง และช่วยแนะนำเขาเกี่ยวกับการลงไปใต้น้ำเพื่อดำน้ำร่วมกับพวกมัน เขาบอกว่า ‘ฟังนะ ผมกำลังจะต้องเข้าไปอยู่ในท้องของวาฬสเปิร์ม ดังนั้นผมอยากทำให้มันสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้’ เราทั้งคู่จึงตัดสินใจว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้เวลาอยู่ใต้น้ำกับวาฬสเปิร์มจริง ๆ เพื่อดูว่าพวกมันมีปฏิกิริยาอย่างไร สัมผัสถึงบรรยากาศและพลังงานของพวกมัน และปล่อยให้ประสบการณ์นั้นช่วยหล่อหลอมตัวละคร” Dykstra เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปดำน้ำกับวาฬของ Abrams
แม้การพบวาฬสเปิร์มจะไม่ใช่เรื่องที่รับประกันได้ เพราะพวกมันเป็นสัตว์ป่าที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่ Abrams และ Dykstra ก็มีโอกาสพบวาฬหลายครั้ง หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าประทับใจคือการได้อยู่ในน้ำใกล้กับวาฬเพศเมียสามตัว ขณะที่ Abrams ลอยตัวอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าพวกมัน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและไม่อาจจำลองได้ง่าย ๆ นี้สร้างความประทับใจให้กับนักแสดงหนุ่มอย่างมาก “ผมประหลาดใจมากที่ได้ใช้เวลาอยู่กับพวกมันจริง ๆ ก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่พบวาฬสเปิร์มเลยตลอดเก้าวัน ดังนั้นผมโชคดีมากที่ในทั้งสองวันที่ผมอยู่ที่นั่น พวกมันปรากฏตัวและยอมให้ผมเฝ้าดู มันแทบจะเหมือนกับการได้อยู่กับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเลย…เป็นประสบการณ์ที่เหนือจริงมาก” Abrams กล่าว

Dykstra
เสริมว่า เขาเชื่อว่าวาฬตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงใจของ Abrams “เมื่อคุณเจอคนอย่าง Austin ซึ่งอาจไม่ได้มีประสบการณ์กับสิ่งนี้มากนัก แต่มีจิตใจที่บริสุทธิ์และมีเจตนาที่ดี วาฬก็จะปรากฏตัว พวกมันจะเกิดความอยากรู้อยากเห็น เข้ามาหา และอยู่ใกล้ ๆ” Dykstra เล่า “ผมเคยต้อนรับผู้คนที่มาเพียงเพื่อถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอ แล้วก็เช็กให้ครบว่าตัวเองเคยทำสิ่งนี้บน Instagram แล้ว และบางครั้งวาฬก็แทบจะสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น แต่กับคนอย่าง Austin ที่มาด้วยความสนใจและความอยากรู้อย่างจริงใจ ผมเชื่อจริง ๆ ว่าวาฬสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น”
สำหรับทีมผู้สร้าง การได้เห็นนักแสดงนำของพวกเขาดำน้ำแบบ Free Dive ร่วมกับวาฬสเปิร์มในธรรมชาติก่อนเริ่มการถ่ายทำ เป็นทั้งประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและชวนหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย โดย Brian Duffield ผู้กำกับ ผู้ร่วมเขียนบท และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ กล่าวว่า “ทันทีที่ได้รับเลือก Austin ก็ไปสอบใบรับรองการดำน้ำระดับสูงเลย เรียกได้ว่าเขาทุ่มเทให้กับตัวละครอย่างเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้น และเพราะต้องการประสบการณ์จริงเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างตัวละคร เขาจึงมักจะทำเกินกว่าที่เราคาดหวังอยู่เสมอ แม้บางครั้งจะทำให้พวกเรารู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือ เขาใส่ใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง และทุ่มตัวเองลงไปกับมันอย่างเต็มที่”
ไม่ใช่แค่การดำน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความอดทนที่จำเป็นสำหรับฉากใต้น้ำอันหนักหน่วงของภาพยนตร์ Austin Abrams ยังฝึกซ้อมด้วยการเดินไปตามถนนในละแวกบ้านของเขาขณะสวมอุปกรณ์ดำน้ำแบบเต็มชุด เพื่อให้น้ำหนักและแรงต้านที่เพิ่มขึ้นช่วยเตรียมร่างกายของเขาให้พร้อมสำหรับการถ่ายทำฉากดำน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ต้องใช้แรงกายอย่างหนักตลอดวัน
การถ่ายทำสุดทรหด 35 วันในท้องวาฬ กับบททดสอบทั้งร่างกายและจิตใจนอกจากการเตรียมตัว บททดสอบครั้งใหญ่ของ Abrams คือการต้องถ่ายทำฉากที่เจย์ติดอยู่ภายในร่างของวาฬ ซึ่งทีมผู้สร้างไม่ได้พึ่งพาจินตนาการหรือภาพที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่เนรมิตฉากท้องวาฬหลายรูปแบบขึ้นจริง ทั้งส่วนกระเพาะอาหาร ลำคอ กล่องเสียง และหลอดอาหาร เพื่อให้นักแสดงสามารถเคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยฉากจริงถูกเสริมด้วยเทคนิคที่ช่วยสร้างการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ความโปร่งแสง และพื้นผิวที่มีลักษณะคล้ายวุ้น เพื่อให้โลกภายในร่างวาฬดูมีชีวิตและน่าเชื่อถือที่สุด ซึ่ง Abrams เป็นนักแสดงเพียงคนเดียวที่ต้องถ่ายทำฉากภายในท้องวาฬต่อเนื่องกันถึง 35 วัน ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบและต้องใช้แรงกายอย่างหนัก พร้อมถ่ายทอดความหวาดกลัวและความกดดันของตัวละครที่กำลังหาทางเอาชีวิตรอด
โดยแต่ละฉากถ่ายทำตามลำดับเหตุการณ์เพื่อให้ Abrams สามารถติดตามพัฒนาการของเจย์ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเดินทางผ่านส่วนต่าง ๆ ภายในร่างวาฬ และการเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่ยังค้างคาเกี่ยวกับพ่อของเขา วิธีการนี้ช่วยให้สภาวะทางอารมณ์ของตัวละครค่อย ๆ พัฒนาจากฉากหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่ง สอดคล้องกับการเดินทางทางกายภาพที่เขากำลังเผชิญอยู่ “สำหรับผม การเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหนในแต่ละวันของเรื่องราวเป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก เพราะไม่อย่างนั้น ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น การถ่ายทำโดยไม่เรียงตามลำดับเหตุการณ์คงจะยากและสับสนอย่างมาก” Abrams กล่าว
ตลอดช่วงเวลาการถ่ายทำ ทีมงานต่างประทับใจกับความทุ่มเท สมาธิ และความสงบนิ่งของเขา แม้ต้องแสดงภายใต้สภาวะที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อเนื่องหลายสัปดาห์ โดยหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนตัวตนของ Abrams คือทุกครั้งที่ออกมาจากฉากท้องวาฬ เขามักหยุดนิ่งสักครู่เพื่อทบทวนประสบการณ์และแสดงความขอบคุณต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นกิจวัตรที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งทีมงานกลุ่มเล็ก ๆ ที่ทำงานอยู่รายล้อมเขาในแต่ละวันต่างสังเกตเห็น และชื่นชม
สำหรับ Abrams ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ทุ่มเทเพื่อฉากต่าง ๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ยังมีทีมงานอีกหลายคนที่คอยช่วยเสริมให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบและน่าประทับใจที่สุดบนหน้าจอ “มันเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนทำงานร่วมกันจริง ๆ มีคนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกระเพาะ ซึ่งต้องทำบางอย่างในช่วงเวลาที่กำหนด ขณะที่ผมเองก็ต้องคิดว่าจะขยับตัวไปทางไหน และพื้นที่ก็แคบมาก ขณะเดียวกันก็มีคนคอยดูแลให้แน่ใจว่าแสงทั้งหมดถูกต้อง เพราะจังหวะการเคลื่อนไหวของผมระหว่างกระเพาะแต่ละส่วนต้องสัมพันธ์กับการจัดแสงอย่างถูกต้อง ดังนั้น สิ่งที่คุณเห็นบนจอจึงเป็นผลลัพธ์จากคนจำนวนมากที่มารวมตัวกัน และทุกคนต่างนำความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างเวทมนตร์แห่งภาพยนตร์” เขากล่าว

ทั้งนี้ภาพยนตร์เรื่อง
“Whalefall ต้องรอดจากวาฬนี้” บอกเล่าเรื่องราวหลังการจากไปของพ่อ (Josh Brolin) ลูกชายอย่าง Jay Gardiner (Austin Abrams) ได้ออกเดินทางดำลงสู่ทะเลทางชายฝั่งตอนกลางของแคลิฟอร์เนีย เพื่อค้นหาร่องรอยสุดท้ายที่เหลืออยู่ของผู้เป็นพ่อ แต่กลับถูกวาฬสเปิร์มขนาดมหึมากลืนลงไปทั้งเป็น ขณะที่ติดอยู่ภายในท้องของวาฬยักษ์และมีออกซิเจนเหลือเพียงหนึ่งชั่วโมง Jay ก็เริ่มตระหนักว่า บทเรียนล้ำค่าที่พ่อเคยถ่ายทอดให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาจเป็นกุญแจสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายและมีชีวิตรอดออกไปได้
ไปสัมผัสความลุ้นระทึกแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมอินกับการเอาชีวิตรอดของ Austin Abrams ในบท “เจย์” นักดำน้ำที่ติดอยู่ในตัววาฬสเปิร์มกับ “Whalefall ต้องรอดจากวาฬนี้” ได้แล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
โซเชียลมีเดีย:
X: @20thCenturyTH
Instagram: @20thCenturyStudiosTH
Facebook: @20thCenturyStudiosTH
Youtube: @20thCenturyStudiosTH
Hashtag: #WhalefallTH #ต้องรอดจากวาฬนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น