กรุงเทพฯ 31 มีนาคม 2569 — เครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX จัดงานสัมมนาระดับประเทศ "Battle Strategy 2026: Winning the New World Order" ภายใต้แนวคิด "พลิกเกมรบชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมายจีดีพี 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่" ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน วันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 งานสัมมนาครั้งนี้รวบรวมผู้นำภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนรวม 15 ท่าน เพื่อร่วมวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์ขับเคลื่อนประเทศในยุคที่ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นายชาญชัย สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการเครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน ตลาดทุน นักวิชาการ และแขกผู้มีเกียรติทุกฝ่าย เข้าสู่เวทีระดมความเห็นทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญนี้
นายชาญชัยกล่าวว่า แม้หัวข้อ "Winning the New World Order" จะถูกกำหนดขึ้นก่อนที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบใหม่จะปะทุขึ้น แต่เมื่อเผชิญกับความผันผวนของโลกในปัจจุบัน ก็มีเสียงสะท้อนว่าประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ในโจทย์ของการ "ชนะ" เท่านั้น หากแต่อาจต้องเตรียมพร้อมเพื่อ "เอาตัวรอด" ควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตาม นายชาญชัยย้ำว่าไม่ควรลดทอนหัวใจในการต่อสู้ เพราะเชื่อมั่นว่าวิกฤตทุกครั้งย่อมผ่านพ้นไปได้ในที่สุด
นายชาญชัยกล่าวด้วยว่า เวที Battle Strategy 2026 มีเป้าหมายเป็นพื้นที่ระดมสมองเพื่อหาทางออกจากกับดักและอุปสรรคที่กำลังกระทบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยในเวลานี้ จึงได้เชิญผู้นำจากภาคเศรษฐกิจจริง ภาคการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้นำจากภาคตลาดทุน มาร่วมเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมกล่าวขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน SCBX ในฐานะพันธมิตรหลัก ตลอดจนผู้สนับสนุนและแขกผู้มีเกียรติทุกฝ่ายที่ร่วมผลักดันให้งานสัมมนาระดับยุทธศาสตร์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้
นายชาญชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า ความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันในวันนี้คือพลังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวผ่านความไม่แน่นอนและเดินหน้าในระเบียบโลกใหม่ไปพร้อมกัน พร้อมฝากข้อคิดว่า "เดี๋ยวมันก็ผ่านไป" เช่นเดียวกับวิกฤตทุกครั้งที่ประเทศไทยเคยเผชิญและก้าวข้ามมาได้ในอดีต
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาเดี่ยวในหัวข้อ "The 3% Mandate: Synchronizing Fiscal Power and Capital Markets for a Resilient Thailand" โดยนำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ "3T" ได้แก่ Target, Transition และ Transform เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ดร.เอกนิติระบุว่า วิกฤตรอบใหม่ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานที่อาจรุนแรงไม่แพ้วิกฤตโควิดในอดีต และบีบให้ทุกประเทศต้องยอมรับว่าแนวทางเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป ดร.เอกนิติเน้นย้ำว่าก่อนจะหา Winning Strategy ไทยจำเป็นต้องยอมรับความเป็นจริงว่าโลกเปลี่ยนแล้ว และต้องคิดระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ในมิติ Target ดร.เอกนิติเสนอให้นโยบายภาครัฐเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาแบบครอบคลุมทั้งหมด ไปสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจริง พร้อมเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ทั้งเกษตรมูลค่าสูง อาหารแปรรูป รถยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และธุรกิจสุขภาพ โดย ดร.เอกนิติยกตัวอย่างว่า Microsoft ตัดสินใจลงทุนเพิ่มในไทยไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ภายใน 2 ปี เพราะมองว่าไทยยังเป็นฐานการลงทุนที่มีศักยภาพและมีความปลอดภัย
ในมิติ Transition ดร.เอกนิติย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านที่เร่งด่วนที่สุดคือการมุ่งสู่ Green Energy เนื่องจากราคาพลังงานโลกอาจไม่กลับสู่ระดับต่ำแบบเดิมได้ง่าย ดร.เอกนิติเสนอให้เร่งโครงการ Solar Farm, Floating Solar และเปิดทางให้เกิด Direct PPA โดยเร็ว พร้อมชี้ว่าตลาดทุนจะต้องมีบทบาทสำคัญในการระดมทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ผ่านเครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund และการผลักดัน Dual Listing เพื่อดึงบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทยเข้าสู่ตลาดทุนไทยได้สะดวกขึ้น
ในมิติ Transform ดร.เอกนิติกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยน "คน" ให้พร้อมกับโลกใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ดร.เอกนิติมองว่า AI ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ และต้องทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยเข้าถึงได้จริง โดยยกตัวอย่างโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่จะฝัง AI เข้าไปในระบบเพื่อช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนต้นทุน และเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ดีขึ้น พร้อมเปิดเผยว่าได้หารือกับ Microsoft เพื่อนำ Agentic AI เข้ามาใช้ในกระทรวงการคลังและ BOI เป็นหน่วยงานต้นแบบภายใน 6 เดือน
ดร.เอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า "ประเทศไหนสามารถ Transition ไปสู่ Green Energy ได้ดีที่สุดและเร็วที่สุด ประเทศนั้นจะชนะ" และย้ำว่าหากไทยยังคงดำเนินนโยบายแบบเดิม ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ในโลกที่ผันผวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวในเซสชัน "The Intelligence Shift: Re-engineering Thai Capital for a High-Growth New World" ว่า โลกเศรษฐกิจและธุรกิจกำลังเข้าสู่ยุค "ความผันผวนถาวร" ไม่ใช่เพียงแรงสั่นสะเทือนชั่วคราว โดยวิกฤตแต่ละครั้งมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และมีช่วงฟื้นตัวสั้นลงกว่าเดิม
คุณอาทิตย์ระบุว่า ทั้งองค์กรธุรกิจและประเทศต้องตั้งคำถามใหม่ว่าโลกหลังจากนี้ยังจะเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะหากคำตอบคือ "ไม่เหมือนเดิม" การรักษาโครงสร้างเดิมโดยไม่เร่งปรับตัวจะยิ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยนายอาทิตย์กล่าวว่า ประสบการณ์ของ SCBX ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดว่าธุรกิจดั้งเดิมที่ยังสร้างรายได้ต้องถูกบริหารในฐานะ "Cash Cow" ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างธุรกิจใหม่ ไม่ใช่เลือกเพียงด้านใดด้านหนึ่ง และแนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน โดยประเทศต้องตอบให้ได้ว่าจะดูแลเครื่องยนต์เดิมอย่างการท่องเที่ยว การส่งออก และภาคอุตสาหกรรมอย่างไร พร้อมกับการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต
คุณอาทิตย์ประเมินว่า ปัญหาปัจจุบันของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่การขาดวิสัยทัศน์หรือยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นการขาดความสามารถในการผลักดันให้ยุทธศาสตร์เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการทลายอุปสรรคเชิงระบบที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงล่าช้า พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีลักษณะ "Two-tier" มากขึ้น โดยฐานล่างของระบบ ทั้งผู้ประกอบการ SME และลูกค้ารายย่อย กำลังอ่อนแอลงจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์
คุณอาทิตย์เตือนด้วยว่า การตั้งเป้าหมายให้จีดีพีโต 3% อาจไม่เพียงพอ หากเป็นการเติบโตที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาจากโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน นายอาทิตย์เสนอว่าไทยควรมุ่งสร้าง "Quality Growth" ผ่านอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ อาทิ การเงิน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, Health and Wellness, อาหาร และพลังงานสีเขียว แต่ต้องเลือกดำเนินการในสิ่งที่มีความพร้อมจริง และกำหนด Roadmap พร้อมตัวชี้วัดให้ชัดเจน
สำหรับการดึงดูดเงินทุน นายอาทิตย์มองว่าไทยต้องสร้างตัวเองให้เป็น "Trusted Platform" สำหรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่าการลงทุนใหม่จะสร้างประโยชน์อะไรแก่ประเทศและคนไทย นายอาทิตย์กล่าวด้วยว่า ภาครัฐจำเป็นต้องใช้จังหวะที่มีเสถียรภาพทางการเมืองเร่งปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพราะหากยังคงถกเถียงโดยไม่ลงมือปฏิบัติ ประเทศอาจสูญเสียเวลาอีกหลายปีโดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ในส่วนของภาคธุรกิจ นายอาทิตย์แนะนำว่า องค์กรไม่ควรเร่งทำลายธุรกิจเดิมของตน หากธุรกิจนั้นยังเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ แต่ควรรักษาศักยภาพของธุรกิจเดิมและนำทรัพยากรไปทดลองสร้างธุรกิจใหม่ในรูปแบบที่คล่องตัว ใช้ทุนน้อย และอาศัยเทคโนโลยีเป็นฐาน นายอาทิตย์ย้ำว่าโลกใหม่เป็นเกมของความเร็ว การทดลอง และการยอมรับความผิดพลาดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นองค์กรที่ไม่กล้าตัดสินใจหยุดสิ่งที่ไม่ได้ผล หรือยังยึดติดกับวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิม จะยิ่งเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
คุณอาทิตย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพที่ดูเหมือนตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวอาจเป็นเพียง "สัญญาณหลอก" หากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลงจริง และย้ำว่าประเทศไทยแทบไม่เหลือทางเลือกอื่น นอกจากเร่งสร้างความเชื่อมั่น แก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ค้างคา และผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนและนักลงทุนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ภายในเวทีสัมมนายังได้นำเสนอมุมมองเชิงลึกจากผู้นำภาคเอกชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนรวมกว่า 10 ท่าน ครอบคลุมประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งการปลดล็อกสภาพคล่องและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากภายใน บทบาทของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ในการเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดทุนไทย ตลอดจนการระดมทุนและการบริหารสินทรัพย์ในยุคที่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ทั้งหมดนี้สะท้อนฉันทามติของทุกภาคส่วนที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน













ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น