เอ็นไอเอ NIA ปั้นผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ รับมือโลกผันผวนด้วย “นวัตกรรมเชิงนโยบาย” เปิดหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ติวเข้มออกแบบนโยบายแห่งอนาคต เพิ่มความได้เปรียบไทยในเวทีโลก - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

เอ็นไอเอ NIA ปั้นผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ รับมือโลกผันผวนด้วย “นวัตกรรมเชิงนโยบาย” เปิดหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ติวเข้มออกแบบนโยบายแห่งอนาคต เพิ่มความได้เปรียบไทยในเวทีโลก

 


กรุงเทพฯ 24 เมษายน 2569 - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าพัฒนาและสร้างผู้นำรุ่นใหม่จากภาครัฐและเอกชนที่มีศักยภาพในการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบาย ชี้ 2 ทักษะสำคัญ ‘การมองอนาคต’ และ ‘การคิดเชิงระบบ’ คือทักษะที่ผู้นำในยุค โลกวิกฤตจำเป็นต้องมี พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงระบบในการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน ผ่านหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (Public and Private Chief Innovation Leadership: PPCIL) ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยในปีนี้มีผู้บริหารรุ่นใหม่เข้าร่วมหลักสูตรจำนวน 83 ราย จาก 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคความมั่นคง ภาคการเมือง และสื่อมวลชน โดยมุ่งยกระดับความเข้มข้นของกระบวนการเรียนรู้ ผ่านการตั้งโจทย์ท้าทายเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ  


ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยควรปรับเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking ไปสู่ System Thinking ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัด ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้นวัตกรรมเติบโตอย่างแท้จริง ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงสู่ตลาดในระดับสากล โดยจำเป็นต้องตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจะมีคุณค่าในบริบทใด สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ในประเทศใด และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร


รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนจึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย และตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการเปิดรับโอกาสใหม่ กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ด้านสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงของประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่


กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนับสนุน ผ่านการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทุกมิติ ผมเชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับประเทศ ขอให้ทุกท่านคิดเชิงระบบ คิดเชิงอนาคต คิดเชิงนวัตกรรม พร้อมกล้าตัดสินใจและกล้าขับเคลื่อนในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบาย และแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติได้จริง”


ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า นิยามของ ผู้นำ’ ในโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้นำยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ผู้บริหารจัดการ แต่ต้องเป็น ‘ผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ที่มี วิสัยทัศน์’ และ กล้า’ ขับเคลื่อนสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ท่ามกลางความท้าทายที่รวดเร็วและซับซ้อน สิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบาย คือ การมองภาพรวมทั้งระบบโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และอาศัยพลังแห่งเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยใครเพียงคนเดียว

                  

     “หลักสูตร PPCIL เปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการบ่มเพาะและพัฒนาผู้นำให้เพียบพร้อมด้วย ความคิดเชิงนวัตกรรม และ ความเข้าใจเชิงนโยบาย โดยเฉพาะทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ขอฝากให้ผู้นำทุกท่านน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กำกับการตัดสินใจ ความพอเพียงไม่ใช่การหยุดพัฒนา แต่คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต”


ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ความท้าทายของโลกในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งวิกฤตด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้ นวัตกรรมเชิงนโยบาย (Policy Innovation)’ ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปภาครัฐและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) จึงได้ริเริ่มหลักสูตร PPCIL มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยตลอด 7 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้บริหารระดับนโยบายจาก 5 ภาคส่วนสำคัญ เข้าร่วมแล้วกว่า 536 คน และในรุ่นที่ 8 นี้ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 83 คน ทำให้ปัจจุบันหลักสูตร PPCIL ได้พัฒนาผู้นำแล้วทั้งสิ้น 619 คน ก่อให้เกิดข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายมาแล้วกว่า 35 ข้อเสนอ ซึ่งหลายประเด็นได้รับการนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้จริง ทั้งในระดับองค์กรและระดับนโยบาย ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 


สำหรับหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนา ผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ที่สามารถบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม การคิดเชิงอนาคต และการออกแบบนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามภาคส่วน สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นจากหลักสูตรนี้ จึงไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่คือ กระบวนการคิดเชิงนโยบาย และ เครือข่ายความร่วมมือ ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่ และสร้างความได้เปรียบเชิงนโยบายให้ประเทศไทยในเวทีโลก”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad