KKP ประเมินเม็ดเงิน 4 แสนล้านดันจีดีพี 1.9% ระยะสั้น เตือนรับมือผลกระทบสงครามที่ยังมาไม่ถึง - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

KKP ประเมินเม็ดเงิน 4 แสนล้านดันจีดีพี 1.9% ระยะสั้น เตือนรับมือผลกระทบสงครามที่ยังมาไม่ถึง


 กรุงเทพมหานคร — KKP Research ปรับประมาณการเศรษฐกิจจาก 1.3% เป็น 1.9% จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด การลงทุนที่มีสัญญาณชัดเจนขึ้น และการออกมาตรการด้านการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างอ่อนแอและมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามต่อไป ขณะที่ในระยะปานกลางไทยมีความเสี่ยงจะเผชิญกับปัญหาขาดดุลแฝดจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการคลังพร้อมกันและซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออยู่แล้ว สุดท้ายประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี แต่ต้องจับตาดูความเสี่ยงว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ รวมไปถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัญอื่น ๆ


เงินกู้ 4 แสนล้านช่วยไทยรอดเศรษฐกิจถดถอย
การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และคาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในไตรมาสที่ 3 ของปี และทำให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือ Technical Recession ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี

KKP Research ประเมินสถานะทางการคลังของไทยจากกรณีกู้เงินดังกล่าวว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% ภายในปี 2027 และมีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพดานขึ้นในที่สุด แม้ว่าความกังวลเรื่องเครดิตเรตติ้งอาจจะยังไม่เป็นประเด็นในระยะสั้น หลังจาก Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในอนาคตหากไม่สามารถปรับลดหนี้สาธารณะได้ตามแผนการคลังระยะปานกลางที่วางไว้ โดยสิ่งที่ต้องติดตามสำคัญสำหรับสถานะทางการคลังของไทยในระยะต่อไป คือ 1) มาตรการการคลังที่อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจถึง 4 แสนล้านบาทจะสามารถพยุงเศรษฐกิจหรือเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจริงหรือไม่ 2) รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลในอนาคตได้หรือไม่ หลังจากมีการใช้จ่ายเงินกู้ออกไป และ 3) การลดระดับหนี้และรักษาวินัยการคลังหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไปได้หรือไม่

3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง “ลงทุน-ท่องเที่ยว-บริโภค”
อย่างไรก็ตาม หากมองไปในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างน้อย 3 ช่องทาง 1) การลงทุนของภาคเอกชนและการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอาจจะไม่ได้ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ เนื่องจากการลงทุนของไทยอาจมีสัดส่วนของการนำเข้า หรือ import content ที่สูงถึง 60-70% (โดยเฉพาะ Data Centers ที่อาจสูงไปได้ถึง 80-85%) ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงต่อประเด็นสินค้าสวมรอย หรือ transshipment สะท้อนจากตัวเลขการนำเข้าที่สูงติดต่อกันมากกว่า 20-30% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจมากนัก เมื่อเทียบกับตัวเลขเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนหรือได้จากการส่งออกดังกล่าว

2) จำนวนท่องเที่ยวทั้งปีอาจหดตัวจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันแพง จากเดิมที่คาดว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำหรับในปีนี้ โดยคาดว่านักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางอาจจะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังและไม่เพียงพอที่นักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มฟื้นตัวจะมาชดเชยได้ KKP Research ปรับเพิ่มประมาณเล็กน้อยจาก 31.2 ล้านคน เป็น 31.8 ล้านคนจากตัวเลขในไตรมาสแรกที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมทั้งปีจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง

3) การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากราคาพลังงาน แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือจากมาตรการไทยช่วยไทย แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมากคาดว่าจะยังคงเป็นแรงกดดันของการบริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและประชาชนที่สถานะทางการเงินของครัวเรือนในปัจจุบันที่ตึงตัวอย่างมากสะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญ คือ หากสงครามยืดเยื้อต่อไปนานกว่าที่คาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน วัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย  ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่การผลิตในธุรกิจอื่น ๆ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยในปัจจุบัน แต่ผลกระทบในกรณีนี้จะสูงและทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วได้

บัญชีเดินสะพัดที่ไม่เหมือนเดิม
อีกประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือบัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาดดุล ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยชั่วคราว โดยปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากการเร่งตัวของการลงทุนของเอกชน ที่จะทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่คาดว่าจะได้รับการชดเชยจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และอาจจะมองว่าเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีได้ แต่ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเท่าสมัยก่อน

นอกจากนี้ ประเด็นความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนค่าขนส่ง และการนำเข้าบริการต่างๆ ก็จะสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด การเปลี่ยนผ่านไปยังรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่เบียดบังรายได้ของการส่งออกของบริษัทรถยนต์สันดาปเดิม การนำเข้าบริการความบันเทิงในรูปแบบ subscription ต่าง ๆ หรือการใช้บริการ AI และค่าบริการขนส่งจากการนำเข้า (Transport balances) ที่มากขึ้น ทำให้บัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้น

เมื่อรวมเข้ากับผลกระทบจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งอาจนำไปสู่เงินเฟ้อและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนหรือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว

ในระยะต่อไป KKP Research มองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู่ปัญหาที่เรียกว่า Dual หรือ Twin Deficit คือขาดดุลการคลังพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินที่อ่อนลง เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว และสร้างความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังเดินไปไม่ถึงจุดดังกล่าวตอนนี้ แต่เป็นประเด็นที่ควรต้องจับตามอง
 
คาด กนง. ไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
KKP Research มองว่า กนง. จะมองข้ามเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-side inflation shock) โดยจากการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และของ KKP Research มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 5% ในช่วงปลายปี 2026 และปรับลดลงหลังจากเข้าสู่ฐานราคาพลังงานใหม่ในปีหน้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอจะเป็นแรงกดดันให้ กนง. เลือกที่จะคงดอกเบี้ยไว้ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม กนง. อาจปรับเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายจาก 2 ปัจจัย 1) เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% อย่างมีนัยสำคัญ 2) ธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจนกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วมากขึ้นไปอีก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad