ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศต่าง ๆ กำลัง “ปรับกลยุทธ์” ให้สามารถ “รับมือ” กับความเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งในการประชุม IMF-World Bank Group Spring Meetings ที่จัดขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 13-18 เม.ย. 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ และบทบาทของไทยในเวทีเสวนา “Governor Talks: Thailand – Navigating Macroeconomic Stability and Growth in a Turbulent World” และเวทีเสวนาใหญ่ “The Debate on the Global Economy” ร่วมกับคุณคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “New Horizons” ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและซับซ้อน พร้อมประกาศจุดยืนเชิงรุกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อแสดงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
โลกยุคใหม่คือโอกาสของประเทศที่ปรับตัวได้เร็วดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่ประเทศไทยนำเสนอคือการยกระดับ “Adaptive Capacity” หรือความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่น โดยรัฐบาลได้วางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เน้น การเปิดรับเทคโนโลยีและเชื่อมโยงกับภูมิภาค โดยเป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นประเทศที่สามารถสร้างความมั่นคงและโอกาสใหม่ ๆ ได้จากภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังมองหาฐานการผลิตที่มั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนคือเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต
เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ประเทศไทยได้ส่งสัญญาณการก้าวสู่โมเดล “Investment-Led Thailand” โดยตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22-23% สู่ระดับ 30% ของ GDP ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า การลงทุนนี้จะมุ่งเน้นในสาขาที่สร้างผลกระทบสูงและสอดคล้องกับทิศทางอนาคต (Targeted and Future-Oriented) อาทิ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ อุตสาหกรรมนวัตกรรม และ การพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของประเทศจากการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว มาสู่การเติบโตที่สร้างประสิทธิภาพและผลิตภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน
พลังงานสะอาด ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
ในมิติด้านพลังงานซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังรุกคืบสู่การเป็นเศรษฐกิจพลังงานสะอาด หรือ “Green Transformation” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงจาก การนำเข้าพลังงานซึ่งสูงถึง 8-10% ของGDP โดยการออกแบบระบบนิเวศพลังงานใหม่นี้ จะมุ่งเน้นการกระจายอำนาจการผลิตสู่ระดับครัวเรือนผ่านระบบ Solar Rooftop และ Smart Grid ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภค เป็น “Prosumer” หรือผู้ผลิตพลังงานเองได้ การปรับโครงสร้างนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างความยืดหยุ่นและเป็นเกราะป้องกันระบบเศรษฐกิจของประเทศ จากความผันผวนของราคาพลังงานโลก
มุ่งลงทุนกับคน โดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
สำหรับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนั้น เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของสังคมผู้สูงอายุและยกระดับผลิตภาพแรงงาน รัฐบาลมุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวเร่งการเติบโต ผ่านกระบวนการ Reskill และ Upskill ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อันจะทำให้แรงงานไทยมีทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ ซึ่งการลงทุนใน “คน” ถือเป็นแกนกลางของการเสริมสร้างพลัง (Empowering People) ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมใน การรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง
ตั้งเป้าดันไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค
ปัจจุบันประเทศไทยได้ปักหมุดเป็น ‘Regional Investment Hub’ ที่สำคัญในอาเซียน โดยเฉพาะการเป็นฐานการกระจายความเสี่ยง และศูนย์กลางการผลิตใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ China+1 ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางนโยบายและทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค ทำให้ไทยได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและ Data Center ซึ่งการเข้ามาของเงินลงทุนและเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ปรับโครงสร้างรัฐให้ยืดหยุ่น รองรับการเติบโต
เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับวิสัยทัศน์ข้างต้นภาครัฐจึงได้ยกระดับสู่การเป็น “Agile Government”ที่ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนการเติบโตผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบให้ทันสมัยและรวดเร็ว (Omnibus Law) เพื่อรองรับการลงทุนในรูปแบบใหม่ ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างระบบ PromptPay ที่ช่วยให้การสนับสนุนจากรัฐเข้าถึงประชาชนได้อย่างแม่นยำและโปร่งใสนับเป็นการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
ผนึกอาเซียน เดินหน้าผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมุ่งมั่นผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็น “Digital Economy Blocs” ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผ่านการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงตลาดและโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น การสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นภายในอาเซียนนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ภูมิภาคของเรามีอำนาจต่อรองและมีความยืดหยุ่นสูงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจระดับมหภาค
ก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ในบทบาทเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings
บทสรุปของยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้รวบรวมจากความโดดเด่นด้านนโยบายทางเศรษฐกิจของไทย และจะถูกถ่ายทอดเป็นแนวคิดในฐานะประเทศเจ้าภาพของประเทศไทย ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะประกาศความสำเร็จในการปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ และแสดงศักยภาพในฐานะประเทศผู้นำเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี “คน” เป็นศูนย์กลาง และมี “ความยืดหยุ่น” เป็นรากฐานในการก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง
ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ https://www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026Thailand https://www.facebook.com/AM2026THAILAND
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น