วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) ตรงกับวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี จัดขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่า “โรคอ้วน” คือโรคเรื้อรังที่ห้ามละเลย โดยปัจจุบันโรคอ้วนเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงไปทั่วโลก ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2568 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหลายคนยังเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่าง แต่แท้จริงเป็นโรคที่ทำร้ายทั้งระบบฮอร์โมน การเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้นานไม่รักษาอาจนำสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหนักที่สุดอาจทำให้หัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต วันนี้ นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะมาแชร์ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง "โรคอ้วน" ไม่รู้ตัว พร้อมสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการในการปรับไลฟ์สไตล์วันละนิด แต่พิชิตโรคอ้วนและเปลี่ยนชีวิตได้จริง
“โรคอ้วน” ภัยเงียบที่ทำร้ายทั้งรูปร่างและระบบในร่างกายโรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน คือการที่ร่างกายสะสมปริมาณไขมันมากเกินไปจนรูปร่างไม่สมดุล แถมยังสร้างความผิดปกติต่อระบบในร่างกาย ทั้งการที่ฮอร์โมนผิดปกติ
จากการดื้อเลปติน ทำให้สมองไม่สั่งการว่ารู้สึกอิ่
มแม้ร่างกายจะมีพลังงานเหลือ การที่ไขมันปล่อยสารอั
กเสบออกมาทำร้ายระบบหั
วใจและหลอดเลือด และการที่ร่างกายต่อต้านการลดน้ำ
หนักด้วยการลดการเผาผลาญ และกระตุ้นความหิวเพื่อดึงน้ำ
หนักกลับไปที่จุดสมดุลหรือน้ำ
หนักเดิมของเรา
“โรคอ้วน” จุดเริ่มต้นของเบาหวาน ความดันสูง และหัวใจล้มเหลวนพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล เล่าว่า "การเป็นโรคอ้วนอาจทำให้เกิ
ดโรคร่วมหลายอย่าง เริ่มจาก
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะเซลล์ไขมันที่ขยายตัวจะเกิ
ดการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจนตั
บอ่อนทำงานหนักและควบคุมระดับน้ำ
ตาลไม่ได้ ถัดมาคือ
ความดันโลหิตสูง เพราะโรคอ้วนกระตุ้นร่างกายให้
กักเก็บน้ำและเกลือมากเกินจำเป็
น ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวจนความดั
นในเลือดเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ โรคอ้วนยังทำให้ไขมันในเลือดผิ
ดปกติ โดยมักพบไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันดี (HDL) ลดลง และไขมันเลว (LDL) จะเปลี่ยนเป็นชนิดที่เกาะผนั
งหลอดเลือดได้ง่าย ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งและตี
บเร็ว หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น และหากไม่รั
กษาในระยะยาวอาจทำให้เกิด
ภาวะหัวใจล้มเหลวได้"
อาหารแปรรูป-นั่งแช่ไม่ลุก-เครียดเรื้อรัง-นอนน้อย พฤติกรรมเสี่ยง “โรคอ้วน”โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่
ยงที่คนยุคนี้จำนวนมากทำอยู่เป็
นประจำ ได้แก่
การบริโภคอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เช่น ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีส่วนกระตุ้นสมองให้รู้สึ
กอยากกินมากขึ้นและรู้สึกอิ่มช้
าลง ถัดมาคือ
การนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 6–8 ชั่วโมง ที่ทำให้ระบบเผาผลาญและการกำจั
ดไขมันไม่มีประสิทธิภาพ ส่วน
ความเครียดเรื้อรังก็เป็
นหนึ่งปัจจัยเสี่ยง เพราะถ้ายิ่งเครียดสมองก็ยิ่
งโหยหาอาหารมากินเพื่อผ่อนคลาย และอีกอย่างคือถ้า
นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความหิ
วและทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดได้นานขึ้
น ซึ่งถ้าทำพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำ ๆ โดยไม่ปรับตัว จะทำให้เกิดโรคอ้วนในที่สุด
ส่องสัญญาณเตือน “โรคอ้วน” ที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนก่อนสาย“ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เริ่มมีอาการ
เหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมเบา ๆ ก็หอบ ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ ปวดเข่าหรือปวดข้อเรื้อรัง นอนกรนเสียงดังหรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นสัญญาณว่าโรคอ้วนกำลังส่
งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงเป็
นโรคร่วมตามมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้
งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุ
นแรงในระยะยาว นอกจากนี้
คนที่มี BMI เกิน 23 มีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่
ควรมาตรวจคัดกรองแม้จะยังไม่มี
อาการ”
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบาย
เริ่มพิชิต “โรคอ้วน” ลดน้ำหนักเพียง 5–10% เปลี่ยนชีวิตได้การวินิจฉัยโรคอ้วนที่ศูนย์
เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะประเมินทั้งค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันสูง และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยั
งไม่แสดงอาการอย่างไขมันพอกตับ เมื่อประเมินครบแล้ว แพทย์จะรักษาแบบ Health-Centered ซึ่งเน้นลดความเสี่ยงโรคร่
วมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง
โดยตั้งเป้าลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับวิธีการรักษาแพทย์จะใช้
การปรับโภชนาการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่
จำเป็น ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุ
นแรงอาจพิจารณาการผ่าตั
ดลดขนาดกระเพาะ โดยทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดู
แลของทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่
ต้องติดตามระยะยาว
“โรคอ้วนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลั
บมาเป็นซ้ำและสร้างภาระให้คนไข้ ทั้งต้องใช้ยาต่อเนื่อง ต้องลางานไปพบแพทย์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่
อง ดังนั้นก็อยากให้ป้องกันไว้ตั้
งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากขยับร่างกายให้มากขึ้น เดินให้ได้วันละ 30 นาที และลดการกินของหวานให้น้อยลง พร้อมกับไปตรวจสุขภาพทุกปีเพื่
อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้
อนรุนแรงก่อนอันตราย ซึ่งถ้าเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เลย"
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล กล่าวทิ้งท้าย
ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์
โรงพยาบาลวิมุต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติ
มและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์
เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00–19.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด
ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้
บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้
นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่
างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้
อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดิ
นทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่
องในทุกขั้นตอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น