โรงพยาบาลวชิรพยาบาลเตรียมจัดงานประชุมนานาชาติด้านโรคอกบุ๋มครั้งแรกของประเทศไทย “Pectus Conference 2026” ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ ร่วมกับ Cleveland Clinic Children’s Hospital ประเทศสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของโรคอกบุ๋ม(Pectus Excavatum) ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการแพทย์ระดับโลก
โรคอกบุ๋มเป็นภาวะความผิดปกติของโครงสร้างผนังทรวงอก เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของกระดูกอ่อนที่เชื่อมระหว่างกระดูกหน้าอกและซี่โครง ส่งผลให้กระดูกหน้าอกยุบลงไปด้านใน ลักษณะเหมือน “อกยุบ” พบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 คน และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 3–4 เท่า โดยมักเริ่มเห็นเด่นชัดในช่วงวัยเด็กและรุนแรงขึ้นในช่วงวัยรุ่น
แม้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจะไม่มีอาการทางร่างกายที่ชัดเจน แต่ผลกระทบด้านจิตใจและบุคลิกภาพถือว่าสำคัญ เด็กหลายคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าเข้าสังคม หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเปิดเผยร่างกาย เช่น การว่ายน้ำ อย่างไรก็ตามในรายที่มีความรุนแรงมาก โครงสร้างที่ยุบลงอาจกดเบียดหัวใจและปอด ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่สุด เจ็บหน้าอก หรือออกกำลังกายได้น้อยลงและในบางรายอาจส่งผลต่อการทำงานของลิ้นหัวใจ
การวินิจฉัยโรคอกบุ๋มจำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อดูความลึกและความรุนแรงของการยุบตัว การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test) และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน (Echocardiogram) เพื่อประเมินผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ โดยแนวทางการรักษาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการผ่าตัด ซึ่งในรายที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก สามารถใช้อุปกรณ์ดูดผนังทรวงอก (Vacuum Bell) เพื่อค่อย ๆ ดึงกระดูกหน้าอกให้ยกขึ้น ใช้เวลารักษาประมาณ 1–2 ปี ส่วนการผ่าตัดถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Nuss Procedure หรือ MIRPE) ซึ่งไม่ต้องตัดกระดูก ใช้แท่งโลหะดันกระดูกหน้าอกให้กลับสู่ตำแหน่งปกติ แผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในเวลาไม่นาน โดยทั่วไปต้องใส่เหล็กไว้ประมาณ3–4ปีก่อนนำออก ซึ่งถึงแม้การผ่าตัดจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง เช่น การบาดเจ็บต่อปอดหรือหัวใจ ภาวะลมรั่วในปอด การติดเชื้อ หรือการเคลื่อนของแท่งเหล็ก ดังนั้นการรักษาควรอยู่ภายใต้ทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรักษา” โดยทั่วไปช่วงอายุ 8–15 ปี ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากกระดูกยังมีความยืดหยุ่นสามารถปรับรูปทรงได้ดีและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว
ท้ายที่สุด แม้โรคอกบุ๋มอาจไม่ใช่โรคร้ายแรงในทุกกรณี แต่ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่ชัดเจน การเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสในการกลับมามีสุขภาพที่ดีและความมั่นใจในการใช้ชีวิตอีกครั้ง ดังนั้นการจัดประชุม “Pectus Conference 2026” ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการแต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคอกบุ๋มของประเทศไทยสู่ระดับสากลอีกด้วย
ผู้ป่วยที่สนใจเข้าไปสอบถามเพิ่มเติมผ่าน “เพจเฟซบุ๊กผ่าตัดปอดโดยนายแพทย์ศิระ”หรือ Lineid:@lungsurgeryth หรือเว็บไซต์ https://www.siradoctorlung.com















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น