ตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาสที่สองปี 2569 - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาสที่สองปี 2569


 ตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาสที่สองปี 2569 ขยายตัว 2.0% มูลค่าคงค้างรวม 

18.3 ล้านล้านบาท โดยการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนกลับมามีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิสะสมอยู่ที่ 30,043 ล้านบาท โดยผลสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ตลอดทั้งปี

                                    


นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

 มูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 2.0% จากสิ้นปี 2568: โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 

มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 18.3 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ

 การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวเท่ากับ 409,670 ล้านบาท: ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) เท่ากับ 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% 

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการออกเพิ่มขึ้นของหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade (IG) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY FINANCE และ PROPERTY ตามลำดับ 

 มูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดในครึ่งหลัง ปี 2569 เท่ากับ 416,877 ล้านบาท: ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมี

หุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวม 416,877 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade 90% และ High Yield 

(รวม Non-rated bond) อีก 10% โดยผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกอยู่ในกลุ่ม Investment Grade มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ระหว่าง 2.08 -10.6 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่า

 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 30,043 ล้านบาท: ในไตรมาส 2/2569 นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอีก 10,453 ล้านบาท ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยเป็นการซื้อสุทธิในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 

และขายสุทธิในเดือนมิถุนายหลังจากเริ่มมีความชัดเจนในการเจรจายุติสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ 

ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยรวม 30,043 ล้านบาท และมียอดการถือครอง 

9.47 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมี

อายุคงเหลือเฉลี่ย 8.5 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

 เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้น: ในครึ่งแรกของปี 2569 

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government Bond Yield Curve) มีความชันมากขึ้นในลักษณะ 

Bear Steepening จากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 bps 32 bps และ 40 bps. จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.16% 1.60% และ 2.06% ตามลำดับ


 เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล: ในครึ่งแรกของปี 2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 14-34 bps. 

ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้อันดับเครดิต AAA AA และ A มีส่วนชดเชยความเสี่ยง

ด้านเครดิต (Credit Spread) ใกล้เคียงจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนถึงพฤติกรรม Flight to Quality ของผู้ลงทุน ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA, AA, A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.98% 2.26% 2.66% และ 4.12% ตามลำดับ

 อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว: ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่วน Bond yield ไทย 5 ปี คาดว่า

จะทรงตัวในระดับ 1.60% โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1.58-1.77% และ Bond yield ไทย 10 ปี มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.06% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เป็น 2.19% - 2.33% ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของภาครัฐ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 

และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา

พร้อมกันนี้ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (2569 – 2572) “The RISE of Thai Bond Market” เพื่อยกระดับ และขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทย ภายใต้หลักการ 

"Trust, Innovation, and Sustainability" เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดในการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืน ประกอบด้วย

R: Roles&Regulation (ยกระดับบทบาทและการกำกับดูแลเชิงรุก) - ยกระดับเกณฑ์ SRO เชิงรุกเพื่อปกป้อง

นักลงทุนตั้งแต่ตลาดแรก ควบคู่กับการเป็นตัวกลางขับเคลื่อนนโยบายและร่วมเสนอแนะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองผู้ลงทุน รวมถึงขยายบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาระดับนานาชาติเพื่อส่งออกโมเดลของ ThaiBMA ไปสู่ตลาดเกิดใหม่

I: Infrastructure Modernization (การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับยุคดิจิทัล) - สร้างโครงสร้างพื้นฐาน

ข้อมูลกลางของตลาด (Information Backbone) ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนตราสารหนี้รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไร้รอยต่อ การเปิดตัวระบบ BHR Portal เพื่อเพิ่มศักยภาพการกำกับดูแลให้แก่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และการยกระดับแอปพลิเคชัน MeBond ให้ตอบสนองนักลงทุนรายย่อย

S: Sustainability&Education (การส่งเสริมความยั่งยืนและองค์ความรู้) - จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูล ESG Bond Data Hub ตามมาตรฐานสากล ICMA ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ (Bond Literacy) 

E: Expanded Products&Valuation (การขยายผลิตภัณฑ์บริการและการประเมินมูลค่าด้วย AI) - ยกระดับการให้บริการข้อมูลและการประเมินมูลค่าตราสารหนี้ให้ครอบคลุมนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น Tokenized products และเตรียมเปิดตัว “Bond AI” เพื่อเป็นผู้ช่วยนักลงทุนรายย่อย พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ


“เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ RISE ในครั้งนี้ คือการขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทยไปสู่การเป็น 'Sustainable Bond Market' หรือตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งการเติบโตด้านนวัตกรรม ความน่าเชื่อถือในระบบกำกับดูแล และการเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวและสังคมไทยอย่างยั่งยืน 

โดย ThaiBMA พร้อมจับมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้สำเร็จตามแผนงาน” กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติม: ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ / โทร 02-655-6000 ต่อ 300-305 / Email: Research@thaibma.or.th

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad