YLG เปิด5ปัจจัยคาดส่งผลต่อตลาดทองคำปี2564 มองยังมีโอกาสแตะ $1,950-2,000 แนะนักลงทุนจับตาเฟดและSPDR - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2563

YLG เปิด5ปัจจัยคาดส่งผลต่อตลาดทองคำปี2564 มองยังมีโอกาสแตะ $1,950-2,000 แนะนักลงทุนจับตาเฟดและSPDR

 


วายแอลจีประเมินตลาดทองคำปี 2564 ยังคงคึกคักต่อเนื่องจากปี 2563 คาดราคาทองมีโอกาสแตะ1,950-2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ พร้อมเผย ปัจจัยส่งผลต่อตลาดทองคำปี 2564 ประกอบด้วย 1. การระบาดของ COVID-19 2. นโยบายดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางทั่วโลก 3. การทำ QE ของเฟดและการดำเนินมาตรการกระตุ้นศก.ทางการคลังของสหรัฐ 4 . การถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกและกองทุนขนาดใหญ่ และ 5. ความขัดแย้งในประเทศต่างๆ ส่วนในประเทศไทยมีประเด็นค่าเงินบาทที่ยังต้องจับตาใกล้ชิด แนะนักลงทุนเทรดทองคำในรูปดอลลาร์ปิดความเสี่ยงค่าเงิน

 


นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ผู้นำเข้าและส่งออกทองคำแท่งรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ปี 2564 ทองคำจะยังคงมีความคึกคักต่อเนื่องมาจากปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ราคาทองคำปรับขึ้นมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 2,075 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แม้ว่าช่วงท้ายปีจะเริ่มมีการขายทำกำไรออกมาแต่ภาพรวมเมื่อเทียบกับราคาช่วงต้นปีที่เปิดตลาดที่ 1,517 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก็ยังถือว่าราคาปรับขึ้นมาสูงมาก  ทั้งนี้ YLG ได้ประเมินทิศทางราคาทองคำปี 2564 ไว้ว่ายังมีโอกาสทดสอบระดับ 1,950-2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยเฉพาะหากสามารถผ่าน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ จะเป็นสัญญาณชี้ชัดว่าทองคำจะมีโอกาสทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์บริเวณ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ที่เคยขึ้นไปทดสอบในช่วงเดือนส.ค.


สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำในปี 2564 YLG ได้ประเมินไว้ ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.การระบาดของ COVID – 19 ที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ แม้จะมีความคืบหน้าเกี่ยบกับวัคซีนออกมา แต่ตัวเลขการระบาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆยังเต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งจะความต้องการทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจึงยังคงมีต่อไป

2. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566 โดยคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0 – 0.25% ซึ่งการส่งสัญญาณของเฟดจะมีผลต่อธนาคารกลางทั่วโลกที่จะดำเนินนโยบายไปในทางทางเดียวกัน ปัจจัยนี้จะส่งผลให้มีเงินไหลเข้าตลาดทองคำเพราะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทรัพย์สินที่ได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยจึงได้รับความสนใจต่อไปจนกว่าอัตราดอกเบี้ยจะกลับมาเป็นขาขึ้น

3. เฟดยังคงทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) แบบไม่จำกัดปริมาณ  ส่วนรัฐบาลสหรัฐยังมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังต่อไป  ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะส่งผลกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงิน

4. ธนาคารกลางยังคงเข้าซื้อทองคำ แม้ปีที่แล้วจะเห็นธนาคารบางประเทศขายทองคำออกมาบ้าง  แต่โดยรวมแล้วเหล่าธนาคารกลางยังมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงต่อไป  อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตาม  คือ  การถือครองทองคำของกองทุน SPDR เพราะแม้ SPDR จะยังคงถือครองทองคำเพิ่มขึ้นในปี 2563 มีการถือครองทองคำเพิ่มมากกว่า 270 ตัน แต่เริ่มเห็นการทยอยลดการถือครองทองคำในช่วง เดือนที่ผ่านมา  ดังนั้น  หากกองทุน SPDR ลดการถือครองทองคำต่อเนื่องในปีหน้า  อาจเป็นสัญญาณที่นักลงทุนต้องระมัดระวังในการถือครองทองคำ  กลับกันหากมีการกลับมาเข้าซื้อก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองคำในปี 2564 ได้

5. ความขัดแย้งในประเทศต่าง ๆ เช่นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่น่าจะคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้ แม้ว่าสหรัฐจะมีประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีนโยบายประนีประนอมมากขึ้น แต่ประเด็นความขัดแย้งเหล่านี้ก็ยังถือเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อภาพการลงทุนได้ ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน

แม้  YLG ประเมินว่าราคาทองคำจะยังคงเป็นขาขึ้นไปอีก 1-2 ปี อย่างไรก็ดี  นักลงทุนควรติดตามข่าวสารต่างๆอย่างใกล้ชิด  เพราะหากมีการกระจายวัคซีนต้าน COVID-19 ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง  จนทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกเร็วกว่าที่คาด  จะเป็นปัจจัยผลักดันให้เหล่าธนาคารกลางโดยเฉพาะเฟด  กลับมาคุมเข้มนโยบายการเงินซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อแนวโน้มขาขึ้นของราคาทองคำ 

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับปี 2564 คือ การเน้นทำกำไรระยะสั้นตามแนวโน้มหลักของราคาทองคำ และตั้งจุดขาดทุนประกอบการลงทุนทุกครั้ง ส่วนพอร์ตการถือครองทองคำที่ดีนั้นควรอยู่ที่ 5 – 10% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด หรือหากใครที่รับความเสี่ยงได้มากก็สามารถถือได้ถึง 15% เพื่อกระจายความเสี่ยง ส่วนราคาทองคำในประเทศไทยนั้นยังคงมีปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทเข้ามาเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ทั้งนี้นักลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทด้วยการใช้สัญญาดอลลาร์ฯล่วงหน้า หรือพิจารณาเลือกการลงทุนทองคำที่ตัดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน อาทิ TFEX Gold Online Futures

ทั้งนี้นักลงทุนที่สนใจลงทุนในทองคำแท่งสามารถดูรายละเอียดได้ทาง  www.ylgbullion.co.th หรือ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-687-9888  และผ่านทางเพจเฟสบุ๊คของบริษัท https://www.facebook.com/YLGGroup และหากสนใจการลงทุนทองคำในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Gold Online Futures และ Gold Futures ) สามารถติดต่อได้ทาง  www.ylgfutures.co.th หรือ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-687-9999 

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here