กรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยความสำเร็จกิจกรรมวันโอโซนสากลประจำปี 2564 ร่วมมือกันปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน เพราะ “โอโซนดี ชีวิตก็ดี” - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564

กรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยความสำเร็จกิจกรรมวันโอโซนสากลประจำปี 2564 ร่วมมือกันปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน เพราะ “โอโซนดี ชีวิตก็ดี”

 


ในงานวันโอโซนสากล ประจำปี พ.ศ. 2564 ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการดำเนินงานตามพันธกิจของพิธีสารมอนทรีออลเพื่อดำเนินการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนได้จัดกิจกรรมวันโอโซนสากล โดยในปีนี้ใช้สโลแกน “โอโซนดี ชีวิตก็ดี” เพื่อสื่อสารให้กับประชาชนคนไทยได้รับรู้และรับทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศโอโซน ทิศทางการดำเนินงานของภาครัฐกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

                                 


 

ดร.วิรัช วิฑูรย์เธียร ที่ปรึกษาด้านอนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอนทรีออล กรมโรงงานอุตสาหกรรม  ผู้ซึ่งทำงานด้านอนุสัญญาเวียนนาและพิธีสารมอลทรีออลมามากว่ 30 ปี และอดีตเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมจากธนาคารโลก เปิดเผยว่า “ชั้นบรรยากาศโอโซน อยู่ระดับ 10 – 15 กิโลเมตร จากระดับน้ำทะเล ทำหน้าที่ดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตโดยเฉพาะ UVB และ ซึ่งรังสี UVB มีบางส่วนสามารถเล็ดลอดลงมายังพื้นโลกได้ และถ้าหากชั้นบรรยากาศโอโซนในชั้สตราโตสเฟียร์มีน้อยลง ก็จะยิ่งส่งผลให้ปริมาณรังสี UVB สามารถเข้ามายังโลกของเราได้มากขึ้น ถ้าชั้นบรรยากาศโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ ลดลงไปแค่  1% ก็จะเท่ากับว่าโอกาสที่เราจะได้รับรังสี UVB จะมากขึ้นถึง 2% โอกาสที่เราจะเป็นมะเร็งผิวหนังก็มีมากขึ้น 3 – 6และหากรังสี UVB เข้ามายังพื้นโลกได้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณ โดยเฉพาะกับผิวหนังมนุษย์นั้น รังสี UVB สามารถเข้ามาเปลี่ยน DNA ทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ อีกทั้งผลผลิตทางการเกษตรก็จะลดลง เพราะพืชเกิดผลกระทบในกระบวนการสังเคราะห์แสง ทำให้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง ทำให้พืชเติบโตช้า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะอยู่ที่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทำให้โลกเสียสมดุล

 


ด้วยเหตุนี้ หากเรายังไม่ช่วยกันปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน คาดว่าหลังจากปี 2030 มนุษย์จะเป็นมะเร็งผิวหนัง ซึ่งอาจจะมีมากขึ้นถึง 2 ล้านรายทั่วโลกต่อปี และยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อม สหรัฐอเมริกาประเมินว่าจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคตาต้อกระจก จากปี ค.ศ.1987 จนถึงปี ค.ศ. 2100 จะมีเพิ่มมากขึ้นกว่า 63 ล้านคนผลจากข้อมูลบ่งชี้ว่ากว่า 50ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคตาต้อกระจก จะนำไปสู่การตาบอดได้ในที่สุด และจากผลการศึกษา สถิติจากปี ค.ศ. 1987 – 2006 รังสี UV ที่ส่องลงมายังโลกมากเกินไป ยังทำให้สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเสื่อมสภาพเร็วขึ้น คาดว่ามูลค่าการสูญเสียมากกว่า 4.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา

 

ภายในปี ค.ศ. 2070 ถ้าหากไม่มีพิธีสารมอนทรีออล โลกของเราก็ยังคงมีการใช้สารคาร์โรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) และสารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFC) สารเหล่านี้จะมีผลให้อุณหภูมิโลกอาจสูงเพิ่มขึ้นอีก องศาเซลเซียส เพราะสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนจะถูกผลิตออกมาเรื่อยๆ  เกิดผลกระทบกับชั้นบรรยากาศโอโซน และส่งผลสืบเนื่องไปสู่สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนำไปสู่วิกฤติปัญหาต่างๆ อีกมากมาย ทั้งนี้การรณรงค์และดำเนินการในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ปัจจุบันมีการเลิกใช้สาราร์โรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) รวมทั้งลดและเลิกใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFC) ไปแล้วกว่า 98.6% สำหรับ 1.4ที่เหลืออยู่ ก็คือสาร HCFC ที่ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันเลิกใช้ ในปี พ.ศ. 2573


 

ในส่วนของภาครัฐ ในประเทศไทย ได้ดำเนินการกิจกรรมห่วงใยโอโซนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2540 ประเทศไทยถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรก ที่มีกฎหมายห้ามไม่ให้มีการนำเข้าและใช้น้ำยาสาร CFC ในการผลิตตู้เย็นที่ใช้ในครัวเรือน ถือเป็นก้าวสำคัญที่เราดำเนินการภายหลังจากประเทศที่พัฒนาแล้วมีการเลิกใช้สาร CFC  ไปเพียง 1 ปี เท่านั้น และในปี 2541 ประเทศไทย ดำเนิน

โครงการครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศระบบซิลเลอร์ (Chiller) ซึ่งเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมโรงแรม และในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเชื่อมโยงการป้องกันชั้นบรรยากาศโอโซน และปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change เข้าไว้ด้วยกัน ก่อนที่จะมาเป็นที่สนใจของคนทั่วทั้งโลกในขณะนี้ และสิ่งสำคัญไปกว่านั้นประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่  หรือเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกที่เปลี่ยนสารทำความเย็น หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ น้ำยาแอร์” จาก R22 มาเป็น R32 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูง ไม่ทำลายชั้นโอโซน และยังทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถขยายกำลังการส่งออกเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นไปยังประเทศพัฒนาแล้วได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

 

ถึงแม้ว่าปัญหาชั้นบรรยากาศโอโซนจะดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว  แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอยู่ใกล้ตัวเรามาก เช่น มะเร็งผิวหนัง ตาต้อกระจก หรือแม้กระทั่งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และยังส่งผลกระทบในภาคเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจอีกด้วย ที่สำคัญการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนเราทุกคนสามารถทำได้ด้วยการหมั่นดูแลบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ตู้แช่ ให้ดี  มีการซ่อม บำรุงอย่างถูกวิธีโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ จะส่งผลให้อุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าของเราใช้งานได้นานขึ้น  ประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายได้ผลประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและต่อโลก เรียกว่า Win-Win ทั้งโลก ทั้งเรา"  ดร.วิรัช วิฑูรย์เธียร กล่าวทิ้งท้าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here