ข้อมูลภาพยนตร์ Shazam! - ชาแซม! - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

ข้อมูลภาพยนตร์ Shazam! - ชาแซม!


เราทุกคนล้วนมีซูเปอร์ฮีโร่อยู่ในตัวเรา แค่ต้องอาศัยเวทมนตร์เพื่อดึงมันออกมาสักหน่อย แต่สำหรับบิลลี่ แบทสัน แค่ตะโกนออกมาคำเดียวว่า ชาแซม! เขาเป็นเด็กในบ้านเด็กกำพร้าอายุ 14 ปีที่สามารถกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ชาแซม พ่อมดผู้อ่อนโยนในอดีตได้ แต่เขายังคงมีหัวใจที่เป็นเด็กแม้จะอยู่ในร่างของขี้เมาผู้น่าเกรงขาม ชาแซมในร่างผู้ใหญ่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นที่มีพลังวิเศษคือสนุกสนานไปกับมัน! เขาบินได้มั้ย? มองเห็นภาพแบบเอ็กซ์เรย์ได้หรือเปล่า? ยิงสายฟ้าออกมาจากมือได้มั้ย (แน่นอน!)? จะโดดเรียนได้มั้ย?
ชาแซมได้รับความช่วยเหลือจาก เฟรดดี้ เพื่อนผู้คลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่ โดยเขาต้องผ่านการทดสอบความสามารถหลายอย่างด้วยความสนุกสนานแบบคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในใจ แต่เขาต้องรู้วิธีควบคุมมันให้ได้เร็วที่สุดเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่มีดร.แธดีอุส ไซวาน่าเป็นผู้ควบคุม เขาเฝ้ามองพลังของชาแซมและอยากได้พลังนั้นมาเป็นของเขา
เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (“Annabelle: Creation”) กำกับภาพยนตร์เรื่องใหม่จาก New Line Cinema เรื่อง “Shazam!” ที่ได้นักแสดงแซ็คคารี ลีวาย (จากภาพยนตร์ทางทีวี “Chuck”) รับบทซูเปอร์ฮีโร่ของ DC คู่กับแอชเชอร์ แองเจล (ภาพยนตร์ทางทีวี “Andi Mack”) รับบทบิลลี่ แบทสัน และมาร์ค สตรอง (ภาพยนตร์ “Kingsman”) มารับบทวายร้าย ดร.แธดดีอุส ไซวาน่า อำนวยการสร้างบริหารฯ โดยปีเตอร์ ซาฟราน (ภาพยนตร์เรื่อง “Aquaman,” “The Conjuring” และ “Annabelle”)
ภาพยนตร์เรื่อง “Shazam!” ยังนำแสดงโดยแจ็ค ดีแลน กราเซอร์ (“IT”) ในบท เฟรดดี้ เพื่อนสนิทของบิลลี่ ผู้เข้าชิงรางวัล Oscar ไดมอน ฮอนซู (“Blood Diamond”) ในบทพ่อมด ทีมนักแสดงยังรวมถึงเฟธ เฮอร์แมน (ภาพยนตร์ทางทีวี “This is Us”), เกรซ ฟุลตัน (“Annabelle: Creation”), เอียน เชน (ภาพยนตร์ทางทีวี  “Fresh Off the Boat”), โจแวน อาร์แมนด์ (ภาพยนตร์ทางทีวี “Hawaii Five-0”), มาร์ติน มิลานส์ (ภาพยนตร์ทางทีวี “Killer Women”) และคูเปอร์ แอนดรูว์ส (ภาพยนตร์ทางทีวี “The Walking Dead”)
ภาพยนตร์เป็นเรื่องราวตามจักรวาล DC แต่มีบทภาพยนตร์ที่สนุกสนาน เน้นที่เรื่องราวของครอบครัวในแบบของเฮนรี่ เกย์เด็น เนื้อเรื่องโดยเกย์เด็นและดาร์เรน เลมเก้ ภาพยนตร์เรื่อง Shazam ผลิตโดยบิล พาร์คเกอร์ และ ซี.ซี.เบ็ค อำนวยการสร้างบริหารฯ โดยคริสโตเฟอร์ กอดซิค, เจฟฟรีย์ เชอร์นอฟ, ดเวย์น จอห์นสัน, แดนี่ การ์เซีย และ ไฮแรม การ์เซีย
ทีมงานฝ่ายสร้างสรรค์ของแซนด์เบิร์ก ได้แก่ ผู้กำกับภาพจาก “Annabelle: Creation” ของเขา แม็กซิเม่ อเล็กซานเดอร์ ผู้ออกแบบฉาก เจนนิเฟอร์ สเปนซ์ ผู้ลำดับภาพมิเชล อัลเลอร์ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ลีอาห์ บัตเลอร์ เพลงประกอบภาพยนตร์โดยเบ็นจามิน วอลฟิช (“Blade Runner 2049,” “IT,” “Annabelle: Creation”)
ภาพยนตร์จาก A New Line Cinema เรื่อง “Shazam!” จะจัดจำหน่ายทั่วโลกในระบบธรรมดาและระบบ 3 มิติในโรงภาพยนตร์และระบบไอแมกซ์โดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส
               


รายละเอียดการถ่ายทำภาพยนตร์

หากต้องการปกป้องโลก จงพูดคำวิเศษนั้นออกมา!

 เด็กทุกคนมีความฝันที่จะได้กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก ผู้กำกับฯ เรื่อง SHAZAM!” กล่าว ในโลกแห่งภาพยนตร์ของเราที่มีทั้งซูเปอร์แมนและแบทแมน บิลลี่ แบทสันเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความปรารถนาในเรื่องแบบนั้น” แต่สำหรับบิลลี่กลับมีมุมที่ต่างออกไป เพราะเขาไม่ได้มีแค่พลังวิเศษเพียงอย่างเดียว อย่างน้อยบุคลิกภายนอกของเขาก็ได้กลายเป็นผู้ใหญ่ พร้อมด้วยพลังจากการเอ่ยคำว่า ชาแซม ที่ย่อมาจากโซโลมอน เฮอร์คิวลิส แอตลาส ซีอุส อะคีลิส และเมอร์คิวรี่
ส่วนเรื่องจิตใจของซูเปอร์ฮีโร่ชาแซม เขาเริ่มจากการเป็นเด็กกำพร้าที่พยายามหาสถานที่ๆ เขาจะรู้สึกอุ่นใจได้บนโลก เขาไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับฮีโร่เลยสักนิด เพราะเขารู้แต่การใช้ชีวิตอยู่อย่างลำพัง นี่เป็นตัวละครที่มีความแหวกแนว โดยแซนด์เบิร์กยอมรับและกล่าวเสริมว่า พลังของเขามาจากเวทมนตร์ เขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง แต่ในฐานะที่เขามีจิตใจบริสุทธิ์และมีจิตใจที่แข็งแกร่ง เขาจึงกลายเป็นผู้ถูกเลือก เขากลายเป็นผู้ชนะ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความสนใจมาก”
นักแสดงซาคารี่ ลีวายได้เล่าถึงการผสมผสานทุกแง่มุมในเรื่องที่เขารู้สึกว่ามีความน่าสนใจว่า นี่เป็นเรื่องราวของบิลลี่ แบทสันที่กลายเป็นผู้ปกป้องโลกที่มีความแข็งแกร่งที่สุด ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายที่มีพลังเหนือธรรมชาติ ซึ่งเขาต้องเรียนรู้วิธีการป้องกัน แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเจริญเติบโตในขอบเขตของครอบครัวที่มีฉากแอคชั่นอยู่ในเรื่อง
สำหรับลีวายผู้แสดงในเรื่อง “SHAZAM!” ภาพยนตร์เป็นเรื่องราวของการทำความฝันให้กลายเป็นจริง เป็นศิลปะการใช้ชีวิตหรืออาจจะเป็นอีกโลกหนึ่งไปเลยก็ได้ มันยากที่จะพูดได้ว่าความฝันของใครจะกลายเป็นจริงได้ จะเป็นความฝันของชาแซมหรือความฝันของตัวเขาเอง ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีตัวละครที่ต้องแสดงความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ออกมา เรามีพลังวิเศษแบบนี้ ซึ่งทุกคนต่างต้องการและพวกเขาต่างคิดกันว่า โอ้ เยี่ยมเลย ฉันต้องปกป้องโลกอีกแล้วใช่มั้ย?’” ลีวายอธิบาย แต่บิลลี่ แบทสันมีความต่างออกไป ทำให้ชาแซมกลายเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ไม่กี่คนในโลกของหนังสือการ์ตูนที่ตื่นเต้นกับการเป็นซูเปอร์ฮีโร่จากใจ ผมรู้ดีว่ามันจะทำให้งานของผมในฐานะของนักแสดงง่ายขึ้นมาก เพราะผมไม่ต้องซ่อนความตื่นเต้นในการถ่ายทอดชาแซมออกมา
ภาพยนตร์เรื่อง “SHAZAM!” เป็นความตั้งใจของผู้อำนวยการสร้างฯ ในการำหนังซูเปอร์ฮีโร่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากปีที่แล้วได้สร้างความสำเร็จไว้อย่างยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์เรื่อง “Aquaman” เขารู้ว่าทั้งสองตัวละครมีความคล้ายกันตรงที่พยายามหาความลงตัวในโลกของพวกเขา ซาฟรานเล่าว่า “ตัวละครแต่ละตัวจาก DC มีทั้งความสามารถและควรมีโทนที่แตกต่างกันไป พวกเขาอยู่ในโลกที่ต่างกัน สำหรับชาแซมเรารักไอเดียที่มีการผสมผสานฉากแอคชั่นที่ยิ่งใหญ่เข้ากับตัวละครที่มีความตลกอยู่ในตัว สิ่งที่ผมรักเป็นพิเศษเกี่ยวกับ ‘SHAZAM!’ คือเรื่องการได้ทำความฝันให้เป็นจริง ซึ่งมันหมายถึงใครก็กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ พ่อของเราไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐีพันล้าน เราไม่จำเป็นต้องมาจากดาวคริปตัน มีการผสมเรื่องราวของครอบครัวที่สะท้อนอยู่ในบทของบิลลี่ แบทสัน/ชาแซมตลอด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจในโปรเจ็กต์นี้ครับ”
ซาฟรานยังรู้สึกยินดีมากที่ได้ร่วมงานกับแซนด์เบิร์ก ทั้งคู่เป็นผู้ชำนาญด้านความสยองต่างก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ก้าวเข้าสู่โลกของ DC “เดวิดกลายเป็นผู้รู้เรื่องประวัติด้านความสยองขวัญของเขาขึ้นมาอย่างรวดเร็วซาฟรานเล่าต่อว่า “ ภาพยนตร์เรื่อง ‘Lights Out,’ ‘Annabelle: Creation’ ล้วนได้รับคำชมจากนักวิจารณ์และประสบความสำเร็จในแง่ของการตลาดเช่นเดียวกัน ผู้ชมจะรู้จัก ‘SHAZAM!’ ในแง่ของความว่องไวที่มีพร้อมความตลกในตัวของเขา
เฮนรี่ เกย์เด็นเขียนบทฯ ที่มีฉากแอคชั่นอย่างไม่เหมือนใคร และเป็นบทฯ ที่สร้างความประทับใจจากการที่เขาและดาร์เร็น เลมเก้ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูน ผมอ่านหนังสือการ์ตูนของเจฟ จอห์นสเรื่อง New 52 เกย์เด็นเล่าถึงตอนนั้น “แล้วผมก็ได้อ่าน The Power of Shazam! ของเจอร์รี่ ออร์ดเวย์ตั้งแต่ปี 1990 และหนังสืออีก 2-3 เล่มในยุคนั้น ผมเห็นความน่าสนใจของเรื่องราวและตัวละครทันที และมันทำให้ผมได้ใช้ฝีมือในสิ่งที่ผมรักที่จะถ่ายทอดออกมาด้วย ทุกอย่างรวมอยู่ในเรื่องเดียวกันเลย ผมสนุกกับการได้เขียนเรื่องจากมุมของเด็ก ต้องเข้าถึงความคิดของเด็กวัย 14 ปีที่อยู่ๆ ก็มีพลังแบบนี้โดยที่ไม่คิดว่า ฉันจะปกป้องโลกได้ยังไง แต่คิดว่า ฉันจะทำอะไรสนุกๆ ได้บ้าง?’”
ลีวายยอมรับว่าตอนที่บทฯ เรื่อง “SHAZAM!” มาถึงเขา ผมวางบทฯ ไม่ลงเลยครับ! ผมอ่านและพลิกหน้าไปมา เอาแต่ร้องว่านี่แหละ ใช่เลย แบบนี้แหละ ทุกอย่างใช่เลย มันมีทั้งเรื่องราวของฮีโร่ มีเรื่องราวของเด็ก มีเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว และทุกอย่างถูกหลอมรวมด้วยความตลกและเรื่องาวน่าประทับใจ
นอกจากลีวายแล้ว ทีมผู้สร้างภาพยนตร์ยังคัดเลือกกลุ่มนักแสดงที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อมารับบทบาทสำคัญตั้งแต่นักแสดงผู้มากประสบการณ์อย่างมาร์ค สตรองที่มารับบท ดร.แธดีอุส วายร้ายตัวฉกาจและไดมอน ฮอนซูที่มารับบทพ่อมดผู้มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ ไปจนถึงนักแสดงที่คุ้นหน้าอย่างแอชเชอร์ แองเจลในบทบิลลี่ แบทสันและแจ็ค ดีแลน กราเซอร์ที่มารับบทเฟรดดี้ ฟรีแมน พร้อมด้วยเฟธ เฮอร์แมน, เกรซ ฟุลตัน, เอียน เชน และ โจแวน อาร์แมนด์ที่มาสร้างสีสันให้ทีมนักแสดง
การถ่ายทำเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นที่โตรอนโต ทั้งพื้นที่ภายนอกและรอบนอกแคนาดาช่วงที่อากาศหนาวจัด แซนด์เบิร์กอยู่ที่นั่นพร้อมกับทีมงานเบื้องหลังที่มากฝีมือ ซึ่งเขาเคยร่วมงานด้วยแล้ว อาทิเช่น ผู้ควบคุมการถ่ายทำ แม็กซิเม่ อเล็กซานเดอร์ ผู้ออกแบบฉากเจนนิเฟอร์ สเปนซ์ และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายลีอาห์ บัตเลอร์ แซนด์เบิร์กเล่าว่า “เราโชคดีมากที่มีทีมงานที่เก่งๆ ทั้งมาจากโตรอนโตและทีมนักแสดงผาดโผนจากเรื่อง ‘Aquaman’ ที่เดินทางมาจากออสเตรเลีย ผู้ช่วยผู้กำกับฯ ที่เคยผ่านหนังฟอร์มยักษ์มาหลายเรื่อง เรามีทีมงานระดับแนวหน้ามาร่วมงานกับเราทั้งนั้นเลย”

 บิลลี่ แบทสัน ฉันเลือกให้นายเป็นผู้ชนะ!”

ทีมนักแสดง

แซนด์เบิร์กเล่าว่าความชอบและความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวลีวายคือสิ่งที่สำคัญมากในช่วงการคัดเลือกตัวนักแสดง สิ่งสำคัญคือต้องหาคนที่รู้สึกเหมือนเป็นเด็กในร่างของผู้ใหญ่ได้ ผมคิดว่าความผิดพลาดของผู้ใหญ่ที่พยายามเล่นเป็นเด็กคือการลดระดับไอคิว พยายามแสดงออกมาเหมือนคนงี่เง่า ซึ่งเด็กๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้น พวกเขาแค่ขาดประสบการณ์และมีความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตมากกว่า พวกเขาไม่มีมารยาเหมือนผู้ใหญ่ทั่วไป นั่นคือสิ่งที่เราตามหาและพบอยู่ในตัวซาคารี ลีวาย
ลีวายรู้สึกตื่นเต้นที่มีโอกาสรับบทของเด็ก 14 ขวบที่อยู่ในร่างของเขา “ผมไม่อยากพูดเลยว่าผมนี่ล่ะคือเด็กในร่างของผู้ใหญ่” เขากล่าวติดตลก “แต่ผมต้องกลายเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มีความหวัง ดูมีพลังอย่างเต็มเปี่ยม ฉะนั้นการปรากฎตัวในฉากและสวมบทชาแซมที่บินได้และต่อสู้กับพวกคนร้ายเป็นยังไง? ผมรู้สึกอินอย่างจริงจังเลยล่ะ! ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ถ่ายทำทุกฉากในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดซูเปอร์ฮีโร่สุดป่วนออกมา แต่ยังได้สวมบทของคนที่มีความจิตใจ มีเสน่ห์ และมีอารมณ์ขันออกมาด้วย”
นักแสดงชายเล่าว่าการที่เขาโตมาแล้วยังอ่านหนังสือการ์ตูนและเล่นวีดีโอเกมส์นั่นก็ช่วยให้เขาเข้าถึงบทบาท แต่เขาก็ยังรู้สึกว่า “ในฉากที่พ่อมดเสกให้บิลลี่กลายเป็นชาแซมและเขาได้ยินเสียงตัวเองเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกว่านั่นเป็นเสียงของผมนี่! ผมอดใจรอช่วงเวลานั้นไม่ไหวแล้ว ผมรู้ว่ามันต้องสนุกมากแน่” หรือแม้แต่การแสดงในช่วงเวลาต่างๆ “ตอนที่ได้เห็นปฏิกิริยาของเขาเป็นครั้งแรก ภาพตัดต่อตอนที่เขาเรียนรู้ว่าตัวเองมีพลังอะไร” ลีวายกล่าวเสริมว่ามันคือทุกอย่างเลย
 ลีวายเล่าว่าการรับบทเด็กผู้ชายที่ต้องอยู่ในร่างของผู้ใหญ่เป็นการถ่ายทอดบุคลิกทั้ง 2 ด้านที่อยู่ในตัวเขาออกมา “เด็กๆ ไม่ใช้ชีวิตในแบบที่ผู้ใหญ่เป็น พวกเขาไม่ต้องมารู้เรื่อง 401ks หรือพวกสัญญาการจำนอง พวกเขาแค่ไปโรงเรียนและคิดว่า ตอนนี้ไม่อยากเรียนวิชาเลขเลย พวกเขาไม่ต้องสะสมประสบการณ์จากการเดินทางสู่การเป็นผู้ใหญ่ โดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกสิ่งต้องเป็นแบบนั้น 
 แต่ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยเฉพาะการที่ได้เป็นนักแสดงเขาเล่าต่อว่า ผมพยายามรักษาทะเยอทะยานในชีวิตเอาไว้อยู่เหมือนเดิม รวมถึงความกระตือรือร้นและความจริงใจ ซึ่งผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่มักแสดงออกมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญคือพวกเขามีจิตใจที่บริสุทธิ์ ผมคิดว่านั่นคือข้อดีของเรื่องนี้และเป็นลักษณะเฉพาะตัวของบิลลี่ เขาเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ นั่นคือเหตุผลที่พ่อมดเลือกจะมอบพลังนี้ให้เขา ซึ่งถือเป็นการเสี่ยงครั้งใหญ่ที่ทำให้เด็กวัย 14 ขวบนี้มีพลังแบบเหล่าเทพ”
พร้อมกันนั้นยังมีความฉลาดแบบโซโลมอน มีความเข้มแข็งแบบเฮอร์คิวลิส มีความอดทนแบบแอตลาส มีพลังแบบซีอุส มีความสามารถด้านการต่อสู้แบบอะคิลิส และมีความว่องไวแบบเมอร์คิวรี่ แถมเขายังมีความสามารถด้านการควบคุมไฟ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเทพซีอุสมาก ถ้าผมมีความกล้าจนเรียกว่า Zeusitude ได้ ตอนนี้ผมเป็นคนคิดค้นคำนั้นออกมาแล้ว” ลีวายพูดเล่น
บรรยากาศในฉากนักแสดงรู้สึกสนุกกับการได้พบกับพลังของชาแซมเช่นเดียวกับที่ตัวละครรู้สึก “ช่วงที่ผมรู้สึกมีความสุขเป็นฉากที่เขาไปขัดขวางการปล้นและได้รู้ว่าตัวเองมีเกราะกันกระสุนครับ แล้วเขาก็เริ่มหัวเราะเพราะกระสุนทำให้รู้สึกจั๊กจี๋” ก่อนที่จะเริ่มการถ่ายทำ ลีวายได้อ่านบทฯ ฉากนี้และยอมรับว่า “ผมถึงกับเผลอหัวเราะออกมาเสียงดังเลยครับ เรียกได้ว่าหัวเราะกลิ้งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นเลย เพราะมันเป็นฉากที่สนุก เราไม่เคยเห็นแบทแมนหรือซูเปอร์แมนต้องจั๊กจี๋กับความสามารถนี้เลย พวกเขาเป็นคู่หูที่ต้องรับภาระใหญ่มานานแล้ว ส่วนบิลลี่เพิ่งก้าวเข้ามาสู่โลกใบนี้ เราได้สัมผัสกับความสุขในแบบเขาและผมก็รักมันมากครับ”
เมื่อพูดถึงลักษณะของผู้ชายที่จะมารับบทชาแซม ผู้กำกับฯ แซนด์เบิร์กเล่าว่า “บุคลิกของชาแซมจะซ่อนทุกอย่างเอาไว้ เขาต้องกลายเป็นเด็กผู้ชายที่ดูต่างออกไปอย่างสิ้นเชง ถ้าเขาอยากทำตัวเนียนหรือกลับเป็นเหมือนเดิมก็แค่พูดว่า  ชาแซม!’ เขาก็จะกลับไปเป็นเด็กธรรมดาอย่างบิลลี่”
เด็กธรรมดาคนนั้นคือบิลลี่ แบทสันจากฟิลาเดเฟีย โดยก่อนที่เขาจะยอมรับในพลังวิเศษหรือบุคลิกท่าทางที่ไม่ธรรมดาแบบนี้ เขาต้องอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าใน 6 เขตของรัฐเพนซิลวาเนีย เพราะเขาไม่ต้องการใครนอกจากแม่แท้ๆ เท่านั้น เขาตามหาแม่ตั้งแต่พลัดพรากจากกันในงานรื่นเริงที่มีผู้คนหนาแน่นเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งการตามหาแม่ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวเพียงคนเดียวของบิลลี่จึงเป็นสิ่งที่เขาสนใจและเป็นความปรารถนาอันสูงสุด
ปีเตอร์ ซาฟรานเล่าว่า “บิลลี่ แบทสันเป็นเด็กที่ต้องพลัดพรากจากแม่เมื่อตอนอายุ 3 ขวบ เขาโตมาในบรรยากาศของบ้านเด็กกำพร้าหลายต่อหลายแห่ง เขามักจะหนีออกมาเพื่อไปตามหาแม่ ซึ่งสุดท้ายในเรื่องเขาได้อยู่กับครอบครัววาสเควซกับกำพร้าคนอื่นๆ ที่พวกเขาดูแลอยู่”
บิลลี่ผู้ซื่อสัตย์และมีความมั่นใจในตัวเองรับบทโดยแอชเชอร์ แองเจลที่ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักตัวละครนี้ก่อนจะได้อ่านบทฯ เลย แต่หนุ่มน้อยได้ทำการบ้านอย่างรวดเร็วและเล่าให้ฟังว่า “ทันทีที่ได้บทฯ ผมก็รีบไปที่ร้านหนังสือการ์ตูนกับพ่อแม่ อ่านการ์ตูนจนสัมผัสได้ว่าตัวละครนี้เจ๋งแค่ไหน ตอนนั้นผมคิดว่า นี่มันเหลือเชื่อมากเลย! ผมจะได้แสดงหนังเรื่องนี้และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวดีซีแล้ว มันเหลือเชื่อมากโดยเฉพาะการที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของผมเลย!”
นอกจากความชื่นชมในตัวละครที่เขาต้องรับบทแล้ว เขาพบว่าตัวบิลลี่ก็มีอะไรหลายอย่างที่น่าชื่นชมด้วยเช่นกัน “บิลลี่มีชีวิตที่ลำบาก แต่เขาเป็นเด็กฉลาดและเอาตัวรอดเก่ง แน่นอนว่าเขาดูเจ้าเล่ห์นิดๆ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เขาต้องปกป้องตัวเองเพราะเขาไม่มีใคร เขามีทางเลือกเดียวเพราะเขาอยากตามหาแม่ให้เจอ เขาเลยต้องทำทุกทางเพื่อความอยู่รอดและตามหาแม่”
เมื่อทั้งสองคนต้องมารับบทตัวละครเดียวกัน แองเจลและลีวายต่างไม่เคยร่วมจอกันมาก่อน พวกเขาเลยต้องใช้เวลาร่วมกันและแซนด์เบิร์กได้หาวิธีที่ทำให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนบุคลิกท่าทางกัน
  เราต้องหาสิ่งที่คล้ายกันอยู่แล้วในตัว เพื่อให้การแสดงของเราทั้งคู่ดูคล้ายกัน บิลลี่เป็นคนพูดเร็ว ซึ่งเราก็เลือกข้อนั้นขึ้นมา” ลีวายยิ้ม
 สำหรับเราแล้วสำคัญมากที่จะต้องหาท่าทางที่เหมือนกัน ต้องทำบางอย่างเหมือนกันเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจว่านี่เป็นคนเดียวกันบนหน้าจอ” แองเจลเห็นด้วย ทั้งคู่ได้พบกันครั้งแรกในงานฉายภาพยนตร์เรื่องอื่นรอบปฐมทัศน์ แองเจลเล่าว่า “แซ็คแค่ทักว่า ไง บิลลี่?’ เขาดูเป็นคนที่มีพลัง เป็นคนสนุกสนาน มีความอ่อนโยนและถ่อมตัวมากครับ”
บิลลี่มีความมุ่งมั่นชัดเจนมากเรื่องการตามหาแม่ จึงทำให้เขามองไม่เห็นโอกาสที่ได้รับจากครอบครัวที่น่ารักตอนที่เขาเดินทางมาถึงบ้านวาสเควซ ในทางกลับกันมันคืออีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เขามีโอกาสหนีในไม่ช้า แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้น เขาไม่ได้พบกับการย้ายบ้านแต่เหมือนเป็นการย้ายอาณาจักรไปเลยด้วยซ้ำ
แองเจลเล่ารายละเอียดว่า “บิลลี่อยู่ในรถไฟใต้ดินได้ราว 1 นาที ต่อมาก็ได้ไปโผล่ในสถานที่ประหลาดที่เรียกว่าเดอะ ร็อค ออฟ อีเทอร์นิตี้ ซึ่งเป็นโลกของพ่อมดที่กำลังต้องการใครสักคน ซึ่งเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวบิลลี่ เขาเลือกบิลลี่ แบทสันและสั่งให้พูดชื่อเขาออกมา”
 เขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงได้แต่ตอบรับคำขอของพ่อมดที่ดูแล้วเหมือนจะการใช้เวทมนตร์ของพ่อมดมากกว่าจะเป็นการขอร้อง บิลลี่เลยยอมพูดตามว่า...
 ชาแซม!”
บิลลี่ถึงขั้นสติแตกกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรหรือใคร เขาไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง แต่เขารู้ว่าคนที่จะมีคำตอบให้เขาคือ เฟรดดี้ เพื่อนร่วมหลังคาบ้านเด็กกำพร้าคนใหม่นั่นเอง
เขาไม่รู้จะไปไหนจึงรีบกลับไปที่บ้านวาสเควซเพื่อขอความช่วยเหลือจากเฟรดดี้ เพราะถ้าจะหาคนที่รู้เรื่องซูเปอร์ฮีโร่ก็ต้องเป็นพวกคลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่มากๆ แซนด์เบิร์กสัมผัสได้ถึงช่วงเวลาแห่งความสนุกในหนังที่เกิดขึ้นระหว่างซูเปอร์ฮีโร่ของเรากับผู้ที่คลั่งไคล้ เฟรดดี้คือผู้ชำนาญที่ชาแซมขาดไม่ได้เลย”
แจ็ค ดีแลน กราเซอร์รับบทเฟรดดี้ ฟรีแมนที่ต้องพบกับชีวิตที่ยากลำบาก แต่ชีวิตของเขาก็ไม่เคยขาดเสียงหัวเราะหรือการสร้างเรื่องวุ่นวายเลย “เฟรดดี้อาศัยอยู่ในบ้านเด็กกำพร้า เขาเองก็มีปัญหาเรื่องขา กระดูกสันหลังและเท้า เวลาเดินต้องใช้ไม้เท้า เขาถูกล้อเรื่องนี้แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรกับมัน เขามองว่าเป็นเรื่องตลกแทนที่จะรู้สึกเสียใจด้วยซ้ เขาหัวเราะให้กับมันและหาความสนุกใส่ตัว เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจซึ่งผมรู้สึกชื่นชมจริงๆ ครับ”
 ดูภายนอกเฟรดดี้อาจมีความกล้าหาญ แต่จริงๆ แล้วเขามีความอ่อนแอ... แต่ซ่อนมันไว้ได้อย่างดีแค่นั้นเอง สิ่งเดียวที่เขาไม่พยายามปกปิดคือเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ที่เขาจำได้หรือรายละเอียดของซูเปอร์ฮีฏร่ กราเซอร์เล่าว่า “เขาเป็นแฟนซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูคลั่งสุดชีวิตเลยครับ เขารู้ทุกอย่างจริงๆ พอเขารู้ว่าบิลลี่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ เขาถึงกับทึ่งไปเลย มันเหมือนฝันที่เป็นจริง ตอนแรกผมไม่คิดว่าเขาจะรู้สึกว่า อยากใช้ชีวิตแบบนั้นจัง ผมคิดว่าเขาจำเป็นต้องอยู่ในร่างซูเปอร์ฮีโร่ และเขารู้ดีว่าจะต้องจัดการยังไง”
 เฟรดดี้ต้องทำหน้าที่เหมือนคู่มือสู่การเป็นชาแซม แซนด์เบิร์กกล่าว เขารู้ทันทีว่าต้องมีการทดสอบอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแข็งแกร่ง การพรางตัว ความรวดเร็วและอะไรอีกหลายอย่าง ฉะนั้นเราจะได้เห็นความสนุกสนานของทั้งคู่ แต่ในที่สุดก็จะได้พบกับความสามารถที่ชาแซมมีอย่างแท้จริง แน่นอนว่าพวกเขาเป็นเด็กอยู่เลยบันทึกภาพนั้นเอาไว้และโพสต์ไปบนยูทูป”
กราเซอร์เล่าถึงเนื้อเรื่องว่า ดูเป็นเรื่องราวของการมีพลังอำนาจครับ เพราะปกติจะต้องมีการต่อสู้ของซูเปอร์ฮีโร่เมื่อเจอกับเหตุร้ายหรือพวกคนร้าย แต่ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็ก อย่างน้อยจิตใจของเขาก็ยังคงเป็นเด็ก ยังคงมีความหวาดกลัว แต่เขาก็รู้สึกอยากปกป้องโลก ส่วนเฟรดดี้ก็เป็นเด็กอีกคนที่เป็นเพื่อนของบิลลี่ เขาเลยต้องช่วยเพื่อนในแบบที่เขาถนัด”
แม้ว่าลีวายจะไม่มีโอกาสได้ร่วมแสดงกับแองเจล แต่เขากับกราเซอร์ก็มีช่วงเวลาที่ดีกว่านั้นร่วมกันในหนัง “แจ็คเป็นคนที่เก่งและมีพลังมากครับ” เขากล่าว “ผมคิดว่าเนื้อเรื่องปูทางได้ดีมาก มิตรภาพระหว่างพวกเขาสะท้อนถึงผู้ใหญ่ที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว เพราะถ้าเราไม่มีเด็กอีกคนให้คอยหยอกล้อเล่นด้วย เราก็คงต้องแกล้งวางตัวเป็นผู้ใหญ่ที่มีใจเป็นเด็กอยู่ เราต้องมีการสลับสับเปลี่ยนกันเพื่อให้มันออกมาดี”
 เวลาที่เฟรดดี้ไม่จับตามองหรือคอยควบคุมการวางตัวเป็นชาแซม บิลลี่มักจะแสดงความเป็นฮีโร่ที่อยู่ในตัวเขาออกมาเอง มิตรภาพระหว่างตัวละครที่ดูจะไม่ลงรอยกันในช่วงแรกมีความสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวมากพอกัน เพราะพวกเขาต้องถ่ายทอดความเป็นลีวาย แองเจล และกราเซอร์ออกมาได้อย่างถูกต้อง “แจ็คคือเฟรดดี้อย่างที่ผมนึกภาพเอาไว้เลย” แองเจลกล่าว “เขาเป็นคนที่ดูเท่และรักในสิ่งที่ตัวเองทำ ผมรู้ว่าเขาคือคนที่ใช่และเราต้องสนุกสนานกันมากแน่ๆ”
 เฟรดดี้เป็นตัวแทนของผู้ชมที่เป็นแฟนซูเปอร์ฮีโร่” แซนด์เบิร์กกล่าว “และการแสดงของแจ็คที่เป็นเด็กพูดเร็ว ชอบทำอะไรตลกๆ เวลาเดินต้องใช้ไม้เท้าช่างดูห่างไกลจากการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมรักหนังเรื่องนี้เพราะใครๆ ก็กลายเป็นฮีโร่ได้”
ในบ้านที่บิลลี่อาศัยอยู่มีเด็กอีก 5 คนเพิ่มเข้ามาในกลุ่ม แมรี่ บรอมเฟลด์เป็นเด็กกำพร้าที่อายุมากที่สุด เราได้พบเธอตอนที่กำลังจะเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว บทนี้แสดงโดยเกรซ ฟุลตัน ส่วนดาร์ล่า ดัดลีย์ผู้มีอายุน้อยสุดรับบทโดยเฟธ เฮอร์แมน ดาร์ล่ารึ้กตื่นเต้นที่มีเด็กใหม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของพวกเขา ส่วนบิลลี่รู้สึกตื่นเต้นมากจะเห็นได้จากการปฏิกิริยาของเขาช่วงที่เธอโผกอดแน่นตอนที่เขาก้าวผ่านประตูเข้ามา ความรู้สึกผูกพันของเธอเกิดขึ้นจากนักเล่นเกมยูจีน ชอยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรสักเท่าไหร่ ตามมาด้วยเปโดร พีน่าที่ทำเสียงเหมือนไม่ค่อยพอใจตอนที่พวกเขาเดินสวนกันตรงบันได รับบทโดยเอียน เชนและโจแวน อาร์แมนด์ตามลำดับ
นักแสดงเด็กเข้ากันได้เป็นอย่างดีและมีการออกไปพบเจอกันนอกจอด้วย ซึ่งทำให้ได้ภาพของครอบครัวที่ดูสมจริงบนหน้าจอ โดยมีพ่อแม่บุญธรรมอย่างวิคเตอร์และโรซ่า วาสเควซที่รับบทโดยคูเปอร์ แอนดรูว์สและมาร์ทา มิลานส์มาสร้างความสมบูรณ์แบบให้ครอบครัว
แซนด์เบิร์กเล่าว่า “วิคเตอร์และโรซ่าเองก็เคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน พวกเขารู้ดีว่ามันรู้สึกยังไง และพวกเขาอยากสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นที่สุดสำหรับเด็กๆ เหล่านี้ พวกเขาจะดูแลเด็กทุกคนหรือใครก็ตามที่ไม่เป็นที่ต้องการ ทุกคนที่มารวมตัวกันจึงมีบุคลิกที่แตกต่างกันไป ทุกคนพยายามใช้ชีวิตอยู่ร่วมหลังคาเดียวกันและผ่านไปได้ด้วยดี มีเพียงความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นในบ้าน แต่ก็ถือว่าเป็นบ้านที่มีความน่ารักมากที่บิลลี่ได้เข้าไปอาศัยอยู่”
แม้ว่าพวกเขาจะได้พบกันเพียงไม่นาน แต่ดูเหมือนผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อบิลลี่ที่สุดคือพ่อมดที่มาจากสมัยโบราณ ด้วยลักษณะท่าทางที่ดูมีความพิเศษ และที่สำคัญเขาอาศัยอยู่ในสถานที่ๆ ต่างจากโลกมนุษย์ซึ่งเรีกว่าเดอะ ร็อค ออฟ อีเทอร์นิตี้  ซึ่งเขาปกครองเหล่าอสูรร้ายแห่งบาปทั้ง 7 ประการ เป็นวิญญาณไร้ตัวตนที่ถูกขังไว้ในหิน มีความมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้นจากการจองจำเอาไว้ 
ไดมอน ฮอนซูรับบทบาทที่มีทั้งความโดดเด่นและดูเหนื่อยล้าอ่อนแรง ซึ่งสอดคล้องกับสภาพบรรยากาศของเขาที่ดูอันตราย “พ่อมดเป็นตัวแทนของความมีมนุษยธรรมได้อย่างชัดเจน และเขาเป็นผู้รักษาทุกสิ่งที่เป็นความดีงาม” ฮอนซูกล่าว
นักแสดงเล่าว่าตัวละครของเขาเป็นพ่อมด 7 คนสุดท้ายที่ยังรอดชีวิตอยู่ แม้ว่าเขาจะเริ่มดูอ่อนล้าหมดแรงก็ตาม “เขาต้องตามหาผู้ที่เป็นนักสู้ตัวจริงให้พบ พ่อมดเชื่อว่าเขามีตัวตนอยู่ที่นั่น และศรัทธาว่าเด็กที่มีพรสวรรค์จะต้องปรากฎตัวขึ้นมาในท้ายที่สุด แม้ว่าบางคนจะไม่สามารถอดทนต่อบาปที่เข้ามายั่วยุก็ตาม”
แต่พ่อมดเห็นบางอย่างในตัวบิลลี่ แบทสัน ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าเด็กคนนี้อาจเป็นฮีโร่ที่เขาตามหาก็ได้ “ตัวละครของผมทำให้เขาตัวใหญ่ขึ้นและคิดว่า ว้าว เขานี่ล่ะคือผู้ชนะของฉัน เขาคือคนที่ใช่’” ฮอนซูกล่าวเสริม
ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ศัตรูคนใหม่ของชาแซมอย่างดร.แธดีอุส ไซวาน่าปรากฏตัวขึ้นในฉาก ซาฟรานเล่าว่า “เราได้พบกับพ่อมดครั้งแรกผ่านมุมมองของแธดีอุส ไซวาน่าช่วงที่เขาเป็นเด็กอายุ 8 ขวบว เราย้อนกลับไปตอนที่พ่อมดต้องต่อสู้กับความชั่วร้ายมานานหลายพันปี ตอนนี้เขาต้องการผู้รับหน้าที่และพลังของเขาต่ออย่างเต็มตัว”
มาร์ค สตรองต้องรับบทนี้ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูหยิ่ง ไซวาน่ามองสิ่งที่เกิดขึ้นต่างจากทุกคนอย่างสิ้นเชิง “เขาเสาะหาความชั่วร้ายอย่างบ้าคลั่ง” สตรองกล่าว “ฮีโร่ต้องมีฝีมือเก่งสมน้ำสมเนื้อกับพอกับศัตรู ฉะนั้นถ้าศัตรูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ก็เหมือนสิ่งเดิมพันไม่สูงมากพอ เขาต้องดูมีความน่ากลัว”
สตรองและแซนด์เบิร์กคุยกันตั้งแต่ช่วงแรกว่าจะแสดงไซวาน่าออกมาแบบไหน “ดร.ไซวาน่าเป็นตัวละครร้ายที่มีความน่าสนใจมากครับ” แซนด์เบิร์กกล่าว “เราจะรู้สึกสงสารเขาเพราะเขาเป็นเด็กที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่กลับพลาด”
สตรองยังเชื่ออีกด้วยว่าจะแสดงตัวละครร้ายที่เก่งๆ ออกมาได้ดีขึ้นถ้ามีความเข้าใจ แม้ว่าเราจะไม่ชอบใจพวกเขาก็ตาม “เหล่าซูเปอร์ฮีโร่มักจะมีความหลังในวัยเด็ก ฉะนั้นเราจะเข้าใจได้ว่าพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง” เขากล่าว “และในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นแธดีอุสโดนพี่ชายแกล้ง ถูกครอบครัวกีดกันและเกิดความเข้าใจผิด”
ลูกบอลมายากลหมายเลข 8 เป็นของเล่นโปรดของไซวาน่าที่เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงเวทมนตร์ที่เขาปรารถนาเพียงแค่กระดิกนิ้ว   นี่คือสิ่งที่เขาเก็บไว้กับตัวในหนังตลอดทั้งเรื่องครับ” แซนด์เบิร์กอธิบาย “ในช่วงแรกพ่ชายก็แกล้งเขาเรื่องนั้น แต่มันยังคงเป็นเหมือนเครื่องรางสำคัญสำหรับเขาอยู่”
และสิ่งที่สำคัญต่อการทรยศหักหลังของไซวาน่าคือบาป 7 ประการ ได้แก่ ความโลภ ความขี้เกียจ ความโกรธแค้น ความใคร่ ความตะกละ ความหยิ่ง ความริษยา ซึ่งเป็นความคิดของผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตนานนับทศวรรษอยู่กับความเชื่อมั่นว่า ความผิดพลาดทุกสิ่งในชีวิตของเขาเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของคนที่อยู่รอบตัวเขา ไม่ได้เกิดมาจากความผิดพลาดของตัวเอง
 บาปทั้งหลายมีทั้งความน่ากลัวและมีความมหัจรรย์อยู่ในตัวของมันเอง” สตรองยืนยัน “และขณะที่ไซวาน่ากำลังเถียงว่าเขาควบคุมบาปทั้งหลายอยู่ บาปเหล่านั้นก็อาจเถียงได้ว่าพวกมันกำลังควบคุมเขาอยู่เช่นกัน”
แซนด์เบิร์ก พวกเขาถูกกักบริเวณมานานหลายปี แต่สำหรับตอนนี้ต้องพูดว่าทั้งชาแซมและดร.ไซวาน่าแทบเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกที่เราเป็นอยู่ไม่ได้เลย เว้นแต่เรื่องของเวทมนตร์ ซึ่งหมายความว่าคนใดคนหนึ่งจะต้องเอาชนะกันเอง”

 พวกฮีโร่ต้องบินได้!”

เสื้อผ้าและการฝึกซ้อม

สำหรับการสร้างภาพลักษณ์ของชาแซมขึ้นมาเพื่อผู้ชมรุ่นใหม่ แซนด์เบิร์กได้ขอความช่วยเหลือจากผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่ร่วมงานกับเขาประจำอย่างลีอาห์ บัตเลอร์ โดยเธอเล่าว่า ชุดของซูเปอร์ฮีโร่เริ่มต้นจากการค้นหาข้อมูลและออกแบบ มีการศึกษาข้อมูลจากหนังสือการ์ตูน Shazam! ตั้งแต่ปี 1940 จากนั้นบรรดานักวาดภาพก็จะเริ่มสร้างผลงานในเวอร์ชั่นสำหรับภาพยนตร์ขึ้นมา พอมีการคัดเลือกตัวนักแสดง รายละเอียดเนื้องานก็จะเริ่มเห็นภาพขึ้นมาพร้อมกับการเห็นบุคลิกท่าทางของนักแสดง เราจะทำการสแกนรูปร่างของพวกเขาขึ้นมาอย่างเต็มตัว และเริ่มในส่วนของการพัฒนาผลงานกับลักษณะร่างกายของนักแสดง กล้ามเนื้อทุกมัดจะถูกโปรแกรมเข้าไป ฉะนั้นเราจะได้รายละเอียดในรูปแบบดิจิตอล ในเรื่องนี้เราได้ร่วมงานกับ  Film Illusions พวกเขาเก็บรายละเอียดทุกมุมของแซ็คและปั้นแบบขึ้นมา เราผลิตแม่แบบขึ้นมาจากตรงนั้นเลยค่ะ”
บัตเลอร์ได้ร่วมงานกับแซนด์เบิร์กและมีการอิงข้อมูลจากหนังสือการ์ตูน เพื่อทำให้ชุดของฮีโร่ออกมาถูกต้อง ซาฟรานเล่าว่า เรายึดภาพเดิมเอาไว้ที่เป็นชุดสีแดง ผ้าคลุมสีขาว และมีสัญลักษณ์สายฟ้า แต่เดวิดเห็นภาพชัดเจนว่าเขาอยากทำให้มันดูทันสมัยมากขึ้นยังไง ตั้งแต่การออกแบบ ลวดลาย ไปจนถึงวัสดุที่ใช้ ผมคิดว่าแฟนๆ จะเห็นรายละเอียดทุกอย่างที่เขาชอบในชุดของชาแซม และจะรู้สึกชมที่เราทำให้มันดูเป็นยุค 2019 ได้
สัญลักษณ์ของสายฟ้าเป็นตัวแทนของความท้าทายครั้งใหญ่ของบัตเลอร์และทีมของเธอ “เราอยากให้มันดูเหมือนสายฟ้าที่มีความสมจริง มากกว่าจะเป็นวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ เราอยากให้เห็นแสงสะท้อนบนร่างกาย กล้ามเนื้อและใบหน้า ซึ่งก็มีความสำคัญต่อผู้กำกับภาพเช่นกัน เขาจึงต้องเน้นไปที่จุดนั้นด้วย”
 มันเป็นชุดที่เท่มากครับแซนด์เบิร์กยิ้ม การที่ลีอาห์ทำให้สายฟ้ามีแสงสะท้อนออกมาได้จริงๆ ถือว่าเจ๋งมาก เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงเวทมนตร์ เวลาที่เขาใช้พลังก็จะมีแสงสว่างมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่เขาปล่อยสายฟ้าออกมาจากมือ
เช่นเดียวกับเอ็ฟเฟ็กต์อีกหลายอย่างที่ดูสมจริง เพื่อให้สายฟ้าดูทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแซนด์เบิร์กเล่าว่า “เวลาที่เรามีฉากเท่ๆ อย่างตอนที่ชาแซมเดินออกมาจากควัน สิ่งแรกที่เห็นคือแสงจากสายฟ้าโผล่ออกมาใช่มั้ยครับ? มันรู้สึกเหมือนโอเค คุ้มค่าหน่อยที่ลุยกันขนาดนั้น!”
แน่นอนว่าชุดพิเศษย่อมมีพลังพิเศษด้วย สิ่งที่ต้องรู้คือเขามีพลังอะไรบ้าง เฟรดดี้ช่วยให้ชาแซมเข้าใจของพลังที่ตัวเองมีจากการทดสอบทุกอย่างจนได้ข้อสรุปที่ชวนตลก ผสมกับการที่เป็นเด็กวัยรุ่น พวกเขาอดใจรอที่จะโชว์พลังไม่ได้อยู่แล้ว แซนด์เบิร์กเล่าว่า “พวกเขายังเป็นเด็กก็เลยทำวีดีโอตลกๆ ที่แสดงพลังวิเศษในแบบ ‘Jackass’ ออกมา
ผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ฯ คาเมรอน วาล์ดบาวเออร์ เล่าถึงตัวเขากับแซนด์เบิร์กว่า “ได้คุยกันเรื่องมุกตลกในเรื่อง โดยเฉพาะตอนที่เฟรดดี้และชาแซมทดสอบอะไรประหลาดๆ พวกนี้ เราจะทำให้ดูตลกและหลุดโลกยังไงได้บ้าง มีการเพิ่มมุกเข้าไปในฉากจนกลายเป็นการต่อยอดเนื้อเรื่อง แต่ก็เป็นการสร้างเสียงหัวเราะได้ดีด้วย”
และเนื่องจากซูเปอร์ฮีโร่ต้องบินได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาแซมและเฟรดดี้ค้นพบในที่สุด กองถ่ายทำให้เอ็ฟเฟ็กต์นั้นออกมาดีท่ด้วยด้ยการใช้เชือกขึงทั้งแขนและขา ผู้ควบคุมด้านการแสดงผาดโผน ไคล์ การ์ไดเนอร์ ที่ร่วมงานในทีมจากเรื่อง “Aquaman” เล่าว่า “การแสดงที่เราจะได้จากตัวนักแสดงเองต้องมีความง่ายมากขึ้น ควบคุมได้มากขึ้น และบังคับลักษณะการเคลื่อนไหวได้ โดยเฉพาะระบบที่บนภาคพื้นดินของเรา เราจึงไม่ค่อยใช้ลวดขึงกันบ่อยนัก นอกจากนั้นมันยังทำให้เราบังคับแซ็คลอยตรงทางเดินจริงได้โดยที่ไม่ต้องมีฐานของเชือกขึงอีกด้วย”
การ์เนอร์เล่าว่าลีวายเหมอืนกับความฝันที่ได้ร่วมงานด้วยเลย “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทุกอย่างออกมาถูกต้อง ฉะนั้นนักแสดงทุกคนจะกังวลในวันแสดง แซ็คร่วมงานกับเราด้วยความผ่อนคลายตั้งแต่วันแรก เขารู้สึกอุ่นใจกับฉากแอ็คชั่นทุกอย่างและยังถ่ายทอดความตลกที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวละครออกมาได้”
สำหรับการบินที่ใช้ตัวขึงแบบแยกแขนและขาต้องอาศัยความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว บัตเลอร์เล่าว่าลีวายมีความทุ่มเทตั้งแต่ที่ได้รับบทนี้ เขาขอความช่วยเหลือจากแกรนท์ โรเบิร์ตสที่ Granite Gym ในลอสแองเจลิสเพื่อทำให้เขามีรูปร่างที่พร้อมการต่อสู้
เขาเริ่มจากน้ำหนักตัวราว 200 ปอนด์ เขาต้องสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาอีกมากกว่า 20 ปอนด์ รวมถึงมีการยกน้ำหนักก 5-6 วันต่อสัปดาห์ 2 ครั้งในวันเดียว แกรนท์บังคับให้เขาไดเอทอย่างเข้มงวดด้วย โดยภายใน 5 วันต่อสัปดาห์เขาต้องทานอาหารไม่เกิน 3,000 และ 4,000 แคลอรี่ต่อวัน ส่วนอีก 2 วันลีวายสามารถโหลดคาร์บเพื่อเพิ่มพลังให้อีก 5 วันต่อไปดไ โดยที่เขายังคงมีรูปร่างที่ผอมอยู่
ขณะที่นักแสดงอีกหลายคนจะต้องเจอกับความเจ็บปวดและเทรนเนอร์โหดๆ ลีวายไม่ต้องพบอะไรแบบนั้นเลยแกรนท์ โรเบิร์ตสเหลือเชื่อมากครับเขากล่าว เขาเป็นอดีตนักเพาะกายแถมยังเป็นคนที่อ่อนโยนอีกด้วย ในช่วง 5 วันต่อสัปดาห์ เราจะใส่น้ำหนักกันอย่างเต็มที่เท่าที่ผมรับไหว และผมต้องควบคุมแคลอรี่ในอาหารจริงจังมาก แต่เมื่อคิดถึงผลลัพธ์แล้ว ผมอยากใช้โอกาสนี้ทำให้ตัวเองมีหุ่นดีที่สุในชีวิต แน่นอนว่ามันเป็นการทำเพื่อแฟนๆ ด้วย เพราะผมอยากให้ชาแซมออกมาเหมือนอย่างที่พวกเขาคาดหวังไว้”
ลีวายไม่ได้รักษารูปร่างให้พร้อมการต่อสู้เท่านั้น มาร์ค สตรองต้องทุ่มเทอย่างหนักเพื่อความแน่ใจว่าเขาพร้อมแล้วสำหรับการต่อสู้ การ์ดิเนอร์เล่าถึงตอนนั้นว่า “มาร์คเตรียมตัวพร้อมในฉาก เขาทำทุกอย่างตามที่เราขอไว้กับเทรนเนอร์ของเขาที่อังกฤษ แกนกลางลำตัวของเขาก็แข็งแรงเหลือเชื่อ เขาขึ้นไปอยู่บนลวดขึงแขนและขาใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับมันไม่ถึง 1 ชั่วโมงทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นมาก เขาบังคับท่าทางได้อย่างรวดเร็วและดูเหมือนนักกีฬา มีความเป็นมืออาชีพมากครับ”
 สตรองไม่ได้พบแค่ความท้าทายด้านร่างกายในการรับบทเท่านั้น เขามีความกระตือรือร้นกับการแสดงอีกด้วย “เหล่าวายร้ายต้องมีชุดเท่ๆ กันทุกคนใช่มั้ยครับ? ถ้าชุดของชาแซมจะออกมาเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ในจินตนาการของเด็ก 14 ขวบก็คงดูสดใส โดดเด่น ยิ่งใหญ่กว่าที่นึกภาพเอาไว้ ส่วนไซวาน่าต้องดูมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์แบบที่ดูแหวกแนว”
 มาร์คมีรูปร่างที่ดูสง่ามากและมีความเท่อยู่ในตัว” บัตเลอร์กล่าว “เราใช้เนื้อผ้าที่เป็นดูอลังการและเป็นสีโทนเย็น สีม่วงสวยและสีน้ำเงินเข้ม พร้อมการประดับด้วยผ้ากำมะหยี่และหนัง เขาสวมเสื้อเชิ้ตเป็นผ้าไหมสีทองพร้อมกับเสื้อคลุมที่เป็นหนัง”

 เราต้องการถ้ำ!”

สถานที่และการออกแบบฉาก

แม้ว่าเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย ภาพยนตร์เรื่อง “SHAZAM!” มีการใช้ทั้งสถานที่จริงและโรงถ่ายในโตรอนโต ประเทศแคนาดา ผู้ออกแบบฉากฯ เจนนิเฟอร์ สเปนซ์เล่าว่า เดวิด แซนด์เบิร์กกับฉันร่วมงานกันมาพักหนึ่งละค่ะ ทำให้แลกเปลี่ยนไอเดียกันได้ง่าย เราร่วมงานกันในหนังเรื่องแรกของเขา ‘Lights Out’ ต่อด้วย  ‘Annabelle: Creation’ และมาถึงเรื่องนี้ ‘SHAZAM!’ มันเป็นความน่ารักเพราะเรารู้จักกันเป็นอย่างดี เขาเป็นคนสบายๆ ค่ะ และฉันรู้ว่าจะมีความสร้างสรรค์แบบไหน
 สเปนซ์คือตัวเลือกที่เหมาะสมกับภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่เพราะเธอกับแซนด์เบิร์กเคยร่วมงานกันมาแล้ว แต่โดยส่วนตัวเธอมีความเข้าใจในรายละเอียดของเรื่องราวด้วย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กกำพร้าทำให้ฉันประทับใจมากค่ะ เพราะฉันเคยร่วมงานกับกลุ่มที่ให้แหล่งพักพิงก่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิง ฉะนั้นการออกแบบและสร้างบ้านเด็กกำพร้าขึ้นมาจึงมีความหมายบางอย่างสำหรับฉันค่ะ
 ตอนที่ฉันคิดถึงเรื่องบ้านเด็กกำพร้า” เธอเล่าต่อว่า “ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของชาแซมและบิลลี่ แบทสันที่เข้าไปในบ้านหลังนั้น แต่รวมถึงเฟรดดี้และเด็กคนอื่นๆ รวมถึงพ่อแม่ด้วยค่ะว่าจะออกมาแบบไหน บุคลิกของพวกเขาล้วนมีผลต่อการออกแบบทั้งนั้น โรซ่าเป็นคุณแม่ชาวลาติน ส่วนวิคเตอร์มาจากฮาวาย ฉันอยากให้ที่นั่นดูมีประวัติความเป็นมาและมีวัฒนธรรมค่ะ มีทั้งเรื่องราวส่วนตัวของพวกเขาและเป็นเรื่องราวระหว่างคู่รักที่เกิดในบ้านหลังนี้ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อคนเป็นพ่อแม่ ฉันคิดว่าสาเหตุที่เด็กๆ อยู่ที่นี่อย่างมีความสุขเพราะความรู้สึกที่มีต่อพ่อแม่ค่ะ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกแค่เหมือนมีที่พักอาศัย ฉันคิดว่าตอนบิลลี่เดินทางมาถึงก็เริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างในบ้านหลังนี้ที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งบ้าน พ่อแม่ และเด็กๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยพบในบ้านหลังก่อนๆ เลย”
สเปนซ์ออกแบบบ้านของครอบครัววาสเควซขึ้นมา ซึ่งเป็นสถานที่ๆ เกิดเรื่องราวทั้งหมดในเรื่องให้ดู “มีสีสันและมีพื้นที่กว้างเยอะมาก” เธอยังจัดพื้นที่โรงถ่ายรวมเข้ากับฉากอื่นที่มีขนาดใหญ่อย่างเดอะ ร็อค ออฟ อีเทอร์นิตี้อีกด้วย เธอสร้างทุกอย่างขึ้นมาแทนการใช้สถานที่ภายนอก “มีทางเดียวที่ฉันจะสร้างบ้าน 2 ชั้นขึ้นมาได้ คือต้องสร้างฉากที่ดูเหมือนพื้นที่ชั้น 2 ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่ทำกัน ฉันจัดฉากขึ้นมาโดยทำให้เป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่าปกตินิดหน่อย เราจะได้ไม่ต้องย้ายผนังเพื่อให้ทีมงานมีพื้นที่เพียงพอ ปรากฏว่ามันออกมาลงตัวมาก เพราะเวลาที่เรามีการเคลื่อนไหวในบ้าน เราจะเห็นทุกห้องได้จากมุมต่างๆ ทำให้การเล่าเรื่องดูมีความสมจริงค่ะ”
สำหรับการเลือกโทนสีวอลเปเปอร์และการตกแต่งทั้งหลาย สเปนซ์จะคำนึงถึงพื้นฐานของบ้านวาสเควซเป็นสิ่งสำคัญ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจะต้องดูไม่ลงตัวกัน ไม่ใช่ข้าวของที่มาจากยุคเดียวกัน แต่ต้องมาจากทุกยุค เพราะฉันรู้สึกว่าพวกเขาต้องเก็บข้าวของมาจากแหล่งต่างๆ พวกเขาไม่ใช่เศรษฐีและต้องให้ที่พักกับเด็กอีก 6 คน แต่พวกเขาสร้างบรรยากาศในบ้านให้มีความอบอุ่น ฉะนั้นสิ่งที่จะได้เห็นมาจากฝีมือของทีมงานที่เป็นผู้ชำนาญทั้งหลาย พวกเขาช่วยฉันสร้างทั้งบรรยากาศและความรู้สึกของหนังเรื่องนี้ค่ะ มีผู้ชำนาญที่เก่งเหลือเชื่อหลายคนเลยค่ะ ฉันคงสร้างขึ้นมาไม่ได้ถ้าไม่มีความสร้างสรรค์จากพวกเขาที่ป้อนเข้ามา และนั่นคือประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้ค่ะ... เรื่องการทำงานร่วมกัน” 
สเปนซ์และทีมงานยังทำให้เด็กๆ ได้มีฉากที่เป็นห้องส่วนตัวอีกด้วย แต่ก็ไม่มีเหนือไปกว่าเฟรดดี้ เพราะห้องของเขาสะท้อนถึงความชอบเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ทุกอย่าง อันที่จริงสิ่งแรกที่บิลลี่สังเกตเห็นตอนที่เดินทางไปถึงคือ Batarang ของเฟรดดี้ และเฟรดดี้ไม่รีรอที่จะเอาข้าวของเกี่ยวกับซูเปอร์แมนที่สะสมเอาไว้มาอวดบิลลี่
ในส่วนของการออกแบบของเธอได้อาศัยจากหนังสือการ์ตูนเพื่อสร้างจินตนาการฉากร็อค ออฟ อีเทอร์นิตี้ที่มีความยิ่งใหญ่ขึ้นมา “นั่นเป็นฉากที่มีความซับซ้อนค่ะ” เธอเปิดเผย ในหนังสือการ์ตูนจะมีรูปปั้นบาปทั้ง 7 อยู่ทางซ้ายของงพื้นด้านล่าง ไม่มีความสมดุลใดๆ อย่างที่ดีไซน์เนอร์แบบเราอยากทำเลย มีการเถียงกันอยู่นานว่าเราควรหรือไม่ควรเปลี่ยนมันดี เอารูปปั้น 3 ตัวไปอีกด้านหนึ่งหรือจัดพื้นที่เป็นวงกลม จนสุดท้ายเดวิดตัดสินใจว่าจะสร้างตามหนังสือ เราเลยจัดวางเลย์เอาท์บนพื้นที่สี่เหลี่ยม กำหนดขนาดของรูปปั้นแต่ละตัวและอะไรอีกหลายอย่าง เขาอยากให้มีความสง่าและสัมผัสได้ถึงความอลังการของสถานที่แห่งนั้นเมื่อเราได้ก้าวเข้าไป”
การศึกษาเกี่ยวกับถ้ำจากทั่วโลกมีส่วนช่วยในการออกแบบของเธอ “มีถ้ำหนึ่งที่ฉันชอบอยู่ที่เวียดนาม อีกที่หนึ่งคือที่นิวซีแลนด์ และถ้ำที่มีรูปแบบสวยๆ ก็มีที่แอริโซน่าอีก ฉันเริ่มจากการเชื่อมโยงแต่ละส่วนให้สอดล้องกับพื้นที่ในโลกของเราค่ะ เพราะถึงแม้เรื่องราวจะมาจากหนังสือการ์ตูน แต่มันเกิดขึ้นในเมืองที่มีอยู่จริงอย่างฟิลาเดเฟีย ฉันเลยอยากให้สถานที่สุดพิเศษแห่งนี้มีความสมจริงด้วย แถมเรายังใช้ศิลปะสไตล์อียิปต์มาช่วยสร้างบรรยากาศให้ที่นั่นสะท้อนถึงความเก่าแก่ด้วยค่ะ”
สเปนซ์ร่วมงานกับผู้ออกแบบสิ่งมีชีวิต เนวิลล์ เพจ เพื่อคิดค้นลักษณะของบาปทั้งหลายและการนำมาใช้งาน แซนด์เบิร์กเล่าว่า ในถ้ำจะมีห้องและประตูอยู่ตามมุมต่างๆ เป็นสถานที่ๆ ดูน่าหลงใหลมาก มีบางสิ่งที่ผมต้องการอยู่ที่นั่น เวลาเดินเข้าไปและได้เห็นพวกบาปทั้งหลาย มันดูน่าทึ่งเหมือนที่ผมนึกภาพไว้เลยครับ”
หนังสือการ์ตูน New 52 ก็มีส่วนในเรื่องการดัดแปลงของผู้เขียนบทฯ โดยเนื้อเรื่องจะเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดที่สำคัญ “เราชอบไอเดียของหนังที่เป็นช่วงคริสต์มาสครับ” ซาฟรานกล่าว “ผมไม่คิดว่าจะมีช่วงเวลาไหนของปีที่เน้นถึงเรื่องครอบครัวไปมากกว่านี้แล้ว ไม่มีช่วงไหนที่เราอยู่ห่างไกลครอบครัวและจะรู้สึกยิ่งโหยหา บิลลี่ แบทสันได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวก่อนช่วงคริสต์มาส ทำให้เห็นการเปรียบเทียบกันระหว่างความต้องการของตัวเองกับโอกาสที่เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหนสักแห่งจริง”
 คริสต์มาสเป็นช่วงเวลาสำหรับครอบครัว เราจะกลับไปพบหน้าครอบครัว ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน มันรู้สึกเหมาะกับเนื้อเรื่องนี้มาก แต่ก็ยังมีภาพที่น่าตื่นเต้นสำหรับเสริมเข้าไปอีกด้วย” แซนด์เบิร์กกล่าว
ในรายละเอียดเหล่านั้นยังรวมถึงงานฉลองคริสต์มาสที่น่าทึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวของบิลลี่ และหลายปีถัดมาเขากลับไปที่นั่นในร่างของชาแซมเพื่อเผชิญหน้ากับดร.ไซวาน่า สเปนซ์ยืนยันว่า มันเป็นงานฉลองอย่างเต็มรูปแบบ เรามีการจ้างทั้งขบวนรถและร้านค้าต่างๆ เราถึงขั้นต้องซื้อชิงช้าที่ผู้ตกแต่งฉากฯ ฌอน เวีย เป็นผู้หามาด้วย เพราะเราต้องมีถล่มมันลงมาจนพัง เราต้องพังทั้งๆ ที่ซื้อมา
สำหรับการเก็บภาพทุกการแสดง ผู้กำกับภาพฯ แม็กซิเม่ อเล็กซานเดอร์ ทีมงานอีกคนของแซนด์เบิร์กได้เลือกใช้แสงและเลนส์หลายแบบ มันมีความแตกต่างกันชัดเจนมากระหว่างเดอะ ร็อค ออฟ อีเทอร์นิตี้และโลกแห่งความจริง” เขากล่าว “เรื่องของเลนส์ผมขอความช่วยเหลือจากมาสเตอร์ ไพรม์ เราช่วยกันออกแบบแสง มีการใช้ไฟ LED จาก ARRI ที่ทำให้เราควบคุมไฟทุกดวงได้ แถมเรายังมีการจัดแสงให้กระจายสวยๆ โดยใช้ไฟจากระยะไกล 20, 40 หรือแม้แต่ 60 ฟีตจากต้นกำเนิดแสงแหล่งเดียว ซึ่งเราตั้งชื่อเล่นให้ว่าเดอะ ชาแซม
แซนด์เบิร์กเล่าว่า “นี่เป็นหนังที่มาจากหนังสือการ์ตูน เป็นหนังตลก หนังสัตว์ประหลาดที่มีเรื่องบาปทั้ง 7 แต่ก็มีหลายฉากที่กระชากอารมณ์ด้วย ผมคิดว่าฉากต่างๆ ของเจนและผลงานของแม็กซิเม่สร้างความแตกต่างของโลกแห่งความจริงขึ้นมาได้อย่างงดงาม และทำให้ทุกอย่างลงตัวเข้ากันได้”
 สำหรับรายละเอียดสุดท้ายคือเรื่องเสียงดนตรี แซนด์เบิร์กได้ร่วมงานกับผู้ประพันธ์ดนตรี เบ็นจามิน วอลฟิชอีกครั้ง “เบ็นนักแต่งเพลงคนเดียวที่ผมเคยร่วมงานด้วยนานแล้ว เขาเป็นคนที่น่าทึ่งมากครับ” แซนด์เบิร์กกล่าว “เรามีการคุยกันเรื่องผมอยากให้มันรู้สึกเหมือนเพลงของซูเปอร์ฮีโร่ที่คลาสสิค เพราะชาแซมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในยุคที่เฟื่องฟู และผมอยากเคารพในอดีตนั้นไว้”
 เดวิด ทีมนักแสดง และทีมงานถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความสนุกกและอบอุ่นผ่านฉากแอ็คชั่นและมุขตลกต่างๆ” ซาฟรานแสดงความเห็นว่า “ผมคิดว่าแฟนพันธุ์แท้ของ DC จะได้เห็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ ส่วนคอหนังก็จะได้สัมผัสประสบการณ์บนภาพยนตร์จอยักษ์แบบที่ต้องการเวลาไปโรงภาพยนตร์”
ลีวายเห็นด้วยโดยกล่าวเสริมว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าถึงผู้ชมที่มีครอบครัว ผู้ชมที่เป็นแฟน และผู้ชมที่อยู่ระหว่างนั้นแน่นอน 100% ทั้งครอบครัวสามารถไปดูหนังและสนุกสนานร่วมกันได้ ซึ่งในฐานะของแฟนหนังแนวนี้ที่ก็เป็นผู้ใหญ่บางช่วง ทั้งแฟนที่เป็นผู้หญิงและผู้ชาย แฟนที่เป็นผู้ใหญ่ ทุกคนจะได้ดูหนังซูเปอร์ฮีโร่จอมปั่นในเรื่อง ‘SHAZAM!’”
แซนด์เบิร์กเล่าว่า เราตั้งใจเล่าเรื่องราวของบิลลี่ แบทสันออกมา ครอบครัวไม่ได้หมายถึงผู้ร่วมสายเลือดเสมอไป แต่ยังหมายถึงความผูกพัน เราพบบ้านได้แม้ในที่ๆ เราไม่ได้ตั้งใจมองหา และเพราะนี่คือชาแซม เราจะได้พบกับความรู้สึกว่ามันจะเป็นยังไงถ้าเด็กทุกคนได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่อย่างที่ฝัน ในแบบที่อลังการ สนุกสนาน ตื่นเต้น สอดแทรกไปด้วยฉากแอ็คชั่นและเรื่องของเวทมนตร์”

                                                                             


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here