สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดแถลงข่าวเรื่อง "ต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า (Ft)" เร่งหาทางออกต้นทุนพลังงานสูง พร้อมเสนอภาครัฐให้ชะลอการปรั
ปัจจุบันราคาพลังงานมีความผั
จากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้ าของประเทศ (PDP) แสดงให้เห็นว่าสาเหตุหลักที่ค่ าพลังงาน และค่าไฟฟ้าของประเทศไทยสูงกว่ าตลาด เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียง เกิดจากการที่ประเทศไทยพึ่งพาก๊ าซธรรมชาติ (NG / LNG) มากเกินไป และยังขาดแผนสำรองที่ดีในการบริ หารก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ส่งผลให้การผลิตก๊าซต้นทุนต่ำ จากอ่าวไทยต่ำกว่าแผนมาก อีกทั้งประเทศเมียนมาลดการส่ งก๊าซลง ส่งผลให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ เหลวแบบสัญญาจร (Spot LNG) ที่มีราคาสูงมากกว่าก๊ าซธรรมชาติในอ่าวไทยเข้ามาเสริม นอกจากนี้ จากการคาดการณ์ความต้องการขาย (Demand) สูงเกินไป และการเปิดการซื้อไฟฟ้ าจากโรงไฟฟ้าเอกชนมากเกิ นความจำเป็น จึงก่อให้เกิดความต้องการซื้อ (Supply) ของโรงไฟฟ้ามากกว่าความต้ องการขาย (Demand) ถึง 52% ส่งผลให้เป็นภาระต้นทุ นของประเทศไทยในระยะยาว และอีกหนึ่งสาเหตุ คือ ประเทศไทยยังขาดกลไกตลาดเสรี ของพลังงานและไฟฟ้าที่ยังไม่มี Third Party Access ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ เอกชนสามารถใช้ระบบส่ง/จำหน่ ายไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าผ่ านสายส่ง/จำหน่ายของการไฟฟ้าทั้ ง 3 หน่วยงานได้
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่ งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ส.อ.ท. ได้มีการติดตามถึงสถานการณ์ ความผันผวนและราคาพลังงาน รวมไปถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าที่ ภาคอุตสาหกรรมได้รั บผลกระทบมาโดยตลอด ซึ่งได้มีการทำหนังสือยื่ นเสนอข้อร้องเรียนถึงรองนายกรั ฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลั งงาน และประธานกรรมการกำกับกิจการพลั งงานไปแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน 2565 ทั้งในเรื่องแนวทางการแก้ไขต้ นทุนพลังงาน การชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผั นแปรอัตโนมัติ (Ft) ปัญหาสูตรโครงสร้างราคาก๊ าซธรรมชาติสำหรับผู้ใช้ก๊ าซธรรมชาติภาคอุตสาหกรรม แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้รับการประสานงานเพื่ อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดั งกล่าว
ทั้งนี้ ขอให้ภาครัฐพิจารณาถึงข้ อเสนอของ ส.อ.ท. เพื่อหาทางออกต้นทุนพลังงานสู งเป็น 2 ประเด็นหลักๆ คือ ประเด็นแรก ข้อเสนอทางออกค่าไฟฟ้า ขอให้ชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้ าในงวดเดือนมกราคม – เมษายน 2566 ออกไปก่อน โดยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่ วมในการแบกรับภาระที่เกิดขึ้น และปลดล็อคกฎระเบียบที่เป็นอุ ปสรรคในการดำเนินการ เช่น การขอใบอนุญาต รง.4 (กรณีมีการจำหน่ายไฟฟ้าให้ภาครั ฐ) การขอใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งโซล่ าเซลล์ (Solar Cell) ในโรงงานอุตสาหกรรมและภาคบริการ การส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกั บสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริ มการลงทุน (บีโอไอ) ให้รวดเร็วและครอบคลุมทุกกลุ่ มอุตสาหกรรม และการเพิ่มสัดส่วนเอทานอลด้ วยน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ วผสมกับเอทานอล (E20) เป็นต้น ส่วนประเด็นที่สอง ข้อเสนอทางออกค่า NG โดยผลักดันให้คณะกรรมการกำกับกิ จการพลังงาน (กกพ.) เป็นตัวกลางในการหาทางออกร่วมกั น เพื่อบรรเทาภาระระหว่างผู้ขายกั บผู้ซื้อ รวมทั้งรัฐบาลควรเร่งตั้งที มเจรจากับประเทศกัมพูชา เพื่อนำพลังงานจากพื้นที่ไหล่ ทวีปคาบเกี่ยวไทย-กัมพูชา (Overlapping Claimed Area: OCA) มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน
นอกจากนี้ จากการประชุมคณะกรรมการร่ วมภาคเอกชน (กกร.) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา มีมติเสนอให้ภาครัฐ “ชะลอการปรับขึ้นค่า Ft เดือน มกราคม-เมษายน 2566 ออกไปก่อน” โดยมีเหตุผลประกอบ 4 ข้อด้วยกัน คือ ข้อแรก ค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธั นวาคม 2565 ซึ่งถูกปรับขึ้นถึง 68.66 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 17% เป็น 4.72 บาท/หน่วย ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากอยู่ แล้ว หากมีการปรับขึ้นอีกในงวดเดื อนมกราคม-เมษายน 2566 จะเป็นการปรับค่าไฟฟ้าขึ้นที่รุ นแรงมากถึงสองงวดติดต่อกัน และจะส่งผลกระทบรุ นแรงมากจนยากต่อการปรับตัวของทุ กภาคส่วน ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิ จถดถอยเกินคาด ส่วนข้อที่สอง กกพ. ได้ประมาณการต้นทุนค่าไฟฟ้าว่ าจะลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 (ผลิตก๊าซจากอ่าวไทยได้มากขึ้น ราคา LNG ลดลงสู่ภาวะปกติ) จึงเป็นโอกาสให้ชะลอการปรับขึ้ นค่า Ft ไว้ก่อน เมื่อต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงต่ำกว่ าค่า Ft แล้ว จึงบริหารค่า Ft อย่างเหมาะสมเพื่ อชดเชยและลดภาระที่การไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระแทนผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่ในปั จจุบัน และข้อที่สาม ภาระค่าไฟฟ้าส่วนที่ กฟผ. แบกรับภาระแทนไปก่อนนั้น อยู่ในวิสัยที่ภาครัฐจะบริหารจั ดการให้ กฟผ. สามารถเพิ่มการรับภาระได้มากขึ้ น และยาวนานขึ้นได้มากกว่า 2 ปี โดยวิธีการต่างๆ เช่น การเพิ่มเพดานเงินกู้เฉพาะกิจ การจัดสรรวงเงินให้ยืม การชะลอการส่งเงินรายได้เข้าคลั ง เป็นต้น รวมถึงข้อที่สี่ ในสถานการณ์ที่ค่าไฟฟ้าสูงมาก เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงมากกว่ าปกติ จนผู้ใช้ไฟฟ้าต้องรับภาระค่ าความพร้อมจ่ายไฟฟ้าของผู้ผลิ ตไฟฟ้าเอกชนสูงถึง 30,665 ล้านบาท (งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565) และ 32,420 ล้านบาท (งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566) จึงควรให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมกันตัดทอนการลงทุนในส่วนที่ เป็นเงินที่ทั้ง 3 หน่วยงานการไฟฟ้าเรียกเก็บไว้ล่ วงหน้าในค่าไฟฟ้าฐานไว้แล้ว เพื่อให้ทาง กกพ. สามารถเรียกคืนเงินส่วนที่ตั ดทอนได้นี้ (Claw Back) มาช่วยลดค่าไฟในช่วงวิ กฤตราคาไฟฟ้านี้
ดังนั้น กรณีมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในอั ตราที่สูงมากถึงสองงวดติดต่อกัน ย่อมจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ อภาระค่าครองชี พของประชาชนและครัวเรือน และต้นทุนในการดำเนินธุรกิจทั้ งภาคการผลิตและภาคบริการที่ยั งอยู่ในช่วงฟื้นตั วจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการบั่นทอนขี ดความสามารถในการแข่งขันประเทศ เนื่องจากภาคการผลิตและภาคบริ การเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมหลั กที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิ จของประเทศ และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้ เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ประชาชน ภาครัฐควรพิจารณาแนวทางการแก้ปั ญหาต้นทุนพลังงานสูงและการปรั บขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมกั บทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ขับเคลื่ อนธุรกิจอย่างเข้มแข็งและมีศั กยภาพสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้












ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น