YLGปรับเป้าราคาทองปี63เป็น 25,500-27,000บาท ชี้ไวรัสโควิด19-ความไม่สงบตะวันออกกลาง-บาทอ่อนหนุนทองคำพุ่ง - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

YLGปรับเป้าราคาทองปี63เป็น 25,500-27,000บาท ชี้ไวรัสโควิด19-ความไม่สงบตะวันออกกลาง-บาทอ่อนหนุนทองคำพุ่ง

วายแอลจีเผยราคาทองคำปีนี้พุ่งแรงทะลุแนวต้านแรกที่เคยคาดไว้ มองเป้าหมายต่อไป หลังผ่านบริเวณ 1,616 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีสิทธิ์ทะยานต่อยังเป้าถัดไปที่ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 25,500 บาทต่อบาททองคำ ชี้ปัจจัยหนุนราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งแรงมาจากความกังวลการระบาดไวรัส COVID19 ที่จะกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง ปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และเงินบาทที่อ่อนค่าจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมแนะจังหวะเข้าลงทุน ที่แนวรับ1,545  ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ  23,100  บาทต่อบาททองคำ
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ผู้นำเข้าและส่งออกทองคำแท่งรายใหญ่ของไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ ปีว่า ภาพรวมในปีนี้ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น  หลังจากผ่านบริเวณ 1,616  ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของราคาทองคำในเดือน มี.ค. ปี 2556  และเป็นกรอบแนวต้านแรกของปีนี้ที่ YLG เคยประเมินไว้  ทำให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อโดยจะมีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 1,700  ดอลลาร์ต่อออนซ์  หากผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปอยู่ในโซน 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นโซนระดับสูงสุด ของราคา ช่วงเดือน ก.พ. ,ก.ย. และ ต.ค. ปี 2555 และเป็นจุดที่ราคาทดสอบหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถผ่านได้
ส่วนราคาทองคำในประเทศ  คาดว่าจะยังคงได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท  เนื่องจากปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกร  การระบาดของไวรัส COVID-19  ที่กระทบต่อภาคท่องเที่ยงหลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนหายไป  ซึ่งส่งผลให้  GDP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจะเพิ่มโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมอีก  ซึ่งจะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบของการอ่อนค่า  จึงเพิ่มโอกาสที่ราคาทองคำในประเทศจะแตะระดับ  25,500-27,000 บาทต่อบาททองคำภายในปีนี้ 

“ปีนี้เป็นปีที่ราคาทองคำทะยานขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี   โดยราคาทองคำในตลาดโลก  หรือ  Gold Spot  ปรับตัวสูงขึ้น 118 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือเพิ่มขึ้น 7.78 % จากราคาเปิด 1,517 สู่ดอลลาร์ต่อออนซ์  สู่ระดับ 1,635  ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี  โดยทองคำได้รับปัจจัยบวกหลายเรื่องในปีนี้  ได้แก่  สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านในช่วงต้นปี  ล่าสุดเกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ Covid 19 ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก  กระตุ้นการคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยปีนี้   ส่วนตลาดบอนด์กลับมาเกิดภาวะ inverted yield curve ระหว่างบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ เดือน และอายุ 10 ปี  ซึ่งยิ่งสร้างความวิตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญภาวะถดถอย(Recession)ในอนาคต  ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งขึ้น  แต่ราคาทองคำในประเทศได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท  โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเนื่องจาก กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน  จึงมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยอีกในอนาคต จากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทจึงทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้น 2,800 บาทต่อบาททองคำ  หรือ  +12.93% จากราคาเปิดที่ 21,650 บาทต่อบาททองคำ  สู่ระดับ 24,450 บาทต่อบาททองคำ  ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.ปี 2556 หรือสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี” นางพวรรณ์ กล่าว (อัพเดทราคา ณ วันที่ 21 ก.พ. 2020 เวลา 14.43 น.)

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2563 สามารถหาจังหวะเข้าซื้อใกล้บริเวณแนวรับ 1,545  ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ  23,100  บาทต่อบาททองคำ  และทยอยแบ่งพอร์ตเพื่อขายทำกำไรเป็นระยะ  โดยขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,700-1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ 25,500-27,000   บาทต่อบาททองคำ   อย่างไรก็ดี  หากหลุดแนวรับ 1,545  ดอลลาร์ต่อออนซ์ควรตัดขาดทุบางส่วน  แล้วถอยจุดซื้อไปยังแนวรับถัดไปบริเวณ 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์  หรือ  21,600 บาทต่อบาททองคำ 
นักลงทุนที่สนใจเปิดบัญชีซื้อ-ขาย ทองคำแท่งกับ YLG  สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง www.ylgonline.com และทาง YLG Online Application  บน  App Store ที่ทำให้ซื้อขายทองคำทุกที่ได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนการบริการส่งมอบทองคำแท่งให้กับลูกค้าด้วยความรวดเร็ว และสามารถใช้บริการออมทองผ่าน  https://www.ylggoldsaving.com/  ซึ่งใช้เงินลงทุนเพียงครั้งละ 100 บาทเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here