สมาคมโรคไตฯจัดกิจกรรมวันไตโลก 2565 - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

สมาคมโรคไตฯจัดกิจกรรมวันไตโลก 2565

 


สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอเชิญประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมการจัดงาน
สัปดาห์วันไตโลกและสัปดาห์ลดการบริโภคเค็ม ประจำปี 2565 ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 ณ ลานเอเทรียม ชั้น 3 ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ ด้านสปสช.เผยตัวเลขผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในปี 2565 พร้อมร่วมกันแนะแนวทางรักษาจะเน้นที่การชะลอความเสื่อมของไตเป็นหลัก โดยจะรักษาโรคที่เป็นสาเหตุที่นำมาสู่โรคไตเรื้อรังให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีและวิธีการรักษาที่เหมาะสม

                           


รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยและประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข, เครือข่ายลดบริโภคเค็ม, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.),  มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงการบริโภคลดเค็มของคนไทย จึงได้จัดกิจกรรมวันไตโลก ในปี 2565 ขึ้น ภายใต้คำขวัญเสริมสร้างภูมิความรู้ ควบคู่การดูแลไต” โดยในปีนี้กิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6- 13 มีนาคม 2565 และจะจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 ณ ลานเอเทรียม ชั้น 3 ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ ภายในงานมีการตรวจสุขภาพโรคไตโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยขอความร่วมมือประชาชนที่ต้องการร่วมงานและรับการตรวจสุขภาพ ควรเตรียมเอกสารแสดงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และใส่หน้ากากอนามัย โดยสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย มีความห่วงใยเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงาน ดังนั้นโปรดนำเอกสารแสดงผลการตรวจ โดยวิธี RT-PCR หรือผลตรวจ ATK ที่ยืนยันว่าไม่พบเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) โดยผลการตรวจต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานการรับวัคซีน อย่างน้อย 2 เข็ม


นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ  อาทิ เสวนาการให้ความรู้ภายใต้หัวข้อ เสริมสร้างภูมิความรู้ ควบคู่การดูแลไต” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต, การแสดงของเหล่าศิลปิน ดารานักแสดงจากช่อง 3 และช่อง 7, การสาธิตการปรุง เมนูอร่อย ลดความเสี่ยงโรคไต พร้อมจัดจำหน่ายเสื้อวันไตโลกประจำปี 2565 ในราคาพิเศษเพียงตัวละ 300 บาท สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-718 1898 หรือ เว็บไซต์ www.nephrothai.org

นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ   (สปสช.) กล่าวถึงการส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ป่วยโรคไต ว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินนโยบายผู้ป่วยไตสิทธิบัตรทองตัดสินใจร่วมกับแพทย์เพื่อเลือกวิธีการฟอกไตที่เหมาะสมได้ ตั้งแต่วันที่  1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565  เป็นต้นไป ถือเป็นของขวัญปีใหม่ตั้งแต่ต้นปีให้กับพี่น้องประชาชน การเกิดโรคไตวายเรื้อรังมีความเสี่ยงในทุกเพศทุกวัย การปรับระบบการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ใช้สิทธิระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ที่ต้องทำการบำบัดทดแทนไตในระยะของโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแล ทั้งนี้ในช่วงเริ่มต้นในการให้สิทธิประโยชน์ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนั้น สปสช.พยายามขอให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งใช้วิธีล้างไตที่ทางหน้าท้อง ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ที่เองที่บ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระและลดจำนวนเจ้าหน้าที่ ที่ต้องมาดูแลเรื่องนี้ รวมทั้งเน้นที่ตัวระบบเป็นหลัก โดยมีกติกาว่าถ้าผู้ป่วยไม่ประสงค์จะล้างไตทางหน้าท้องและไม่มีข้อบ่งชี้ว่าต้องบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการฟอกเลือด ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินเอง ขณะเดียวกันยังลดภาระค่ารักษาให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทั้งสิ้น จำนวน 63,694  ราย แยกเป็นผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง จำนวน 32,892 ราย ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 24,256ราย  และผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่รับเฉพาะยา EPO จำนวน 6,546 ราย จะเห็นได้ว่าโรคไตวายเรื้อรัง เป็นโรคที่คุกคามสุขภาพประชากร และจะมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุก ๆ ปี

“โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นโรคที่สร้างผลกระทบให้กับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก ไม่เพียงแต่กระทบต่อสุขภาพ แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงของครอบครัว สปสช.จึงได้ดำเนินสิทธิประโยชน์ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่แต่ให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา มีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่ยังช่วยรับภาระค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้ป่วยและครอบครัวไม่ให้ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล โดยในปี 2565  นี้ บอร์ด สปสช.ได้จัดสรรงบประมาณ 9,731.3395 ล้านบาท เพื่อดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายอย่างครอบคลุมและทั่วถึง”

            


รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวเสริมว่า
โรคไตนั้นในประเทศไทยมีผู้ป่วยรวมถึงกลุ่มเสี่ยงมากกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากคนไทยนิยมบริโภคเค็มเกินกว่ากำหนด  2 – 3 เท่า หรือประมาณ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน มีโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง คือ “โรคไตเรื้อรัง” ซึ่งเมื่อเป็นแล้วต้องรักษาตลอดชีวิต แต่เราสามารถเลี่ยงความทรมานนี้ได้ เพราะโรคนี้ป้องกันได้  ไตเรื้อรังเป็นภาวะที่ไตเกิดความเสื่อมทีละน้อย จนการทำงานของไตลดลงมาก ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการล้างไต หากการทำงานของไตมีความผิดปกติมากกว่า 3 เดือนจะเรียกว่าไตเรื้อรัง หากแพทย์วินิจฉัยและระบุว่าเป็นโรคนี้ หมายความว่า ไตไม่สามารถกลับมาเป็นปกติและจะมีความเสื่อมมากขึ้น โดยระดับความเสื่อมจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนเสื่อมทีละน้อย บางคนเสื่อมอย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของผู้ป่วยและการควบคุมโรคที่เป็นอยู่ ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนั้นหากปัสสาวะผิดปกติ เช่น สีผิดปกติ มีลักษณะเหมือนน้ำล้างเนื้อ หรือสีเข้มกว่าปกติ ปัสสาวะมีฟองมาก  , ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืนที่ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ 3-4 ครั้งขึ้นไป, ปัสสาวะแสบขัด กะปริบกะปรอย,  มีอาการปวดหลัง ปวดเอว อาจมีความผิดปกติบริเวณนิ่วในไต ไตอักเสบ และความดันโลหิตสูงขึ้น ให้รีบไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคไต  

สำหรับวิธีการเลือกรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เหมาะสมนั้น  แบ่งทางเลือกได้ 3 วิธี ได้แก่  1.การฟอกไตทางหน้าท้อง (Peritoneal Dialysis :PD) คือ การบำบัดทดแทนไตโดยอาศัยผนังในช่องท้องเป็นตัวกรองในการแลกเปลี่ยนเอาของเสียของจากร่างกาย โดยคนไข้จะต้องได้รับการผ่าตัดวางสายทางหน้าท้องเพื่อเป็นทางนำน้ำยาล้างไตเข้า-ออกจากร่างกาย วิธีนี้สามารถทำเองได้ที่บ้าน แบ่งได้เป็น 2 แบบย่อย คือ ทำด้วยตัวเองหรือใช้เครื่องอัตโนมัติ

ข้อดี คือ คนไข้สามารถทำเองได้ที่บ้านวันละ 4 รอบ หรือทำวันละครั้งตอนนอนหากใช้เครื่อง ไม่ต้องเดินทางมารพ. บ่อยๆ ความเสี่ยงของการเกิดความดันตกระหว่างฟอกมีน้อย และมีโอกาสติดเชื้อน้อยมากหากทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

ข้อเสีย คือ การเดินทางไปพักที่อื่นๆ เช่นนอนรพ. ต้องพกเอาน้ำยาล้างไตไปด้วย และหากทำผิดขั้นตอนหรือมีการปนเปื้อนก็มีโอกาสติดเชื้อได้

                               


2.การฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis :HD) คือ การนำเลือดออกจากเส้นเลือดที่ผ่าตัดไว้หรือผ่านทางเส้นฟอกไตแบบชั่วคราวและแบบกึ่งถาวร ผ่านตัวกรองและเครื่องไตเทียม โดยคนไข้มีความจำเป็นต้องมารพ.2-3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมากกว่าหากมีปัญหาเพิ่มเติม

ข้อดี คือ ไม่ต้องทำเอง อาศัยพยาบาลไตเทียมที่ได้รับการอบรมอย่างเชี่ยวชาญในการให้การรักษาพยาบาล สามารถกำหนดปริมาณน้ำออกจากร่างกายได้ ใช้เวลาน้อยกว่า/วัน (เฉลี่ย 4ชม./ครั้ง/วัน)

ข้อเสีย คือ ต้องเดินทางไปรพ. /คลินิกไตเทียมบ่อย เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มีปัญหาความดันตกได้ง่าย หรือหากมีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคหัวใจ ก็อาจมีความเสี่ยงความดันตก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะเพิ่ม อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงของการการติดเชื้อผ่านทางสายฟอกเลือดทั้งแบบชั่วคราวและแบบกึ่งถาวร หากดูแลรักษาสายฟอกไตผิดวิธีหรือใช้นานเกินกำหนด

                              


3.การปลูกถ่ายไต (Kidney transplantation :KT) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดอายุขัยของคนไข้ไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ยืนยาว โดยสามารถแบ่งเป็นการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคมีชีวิต (เครือญาติ สามี ภรรยา) หรือผู้บริจาคสมองตาย

ข้อดี คือ การรักษาวิธีนี้ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด ไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือฟอกไตในการดำเนินชีวิต

ข้อเสีย คือ ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันตลอดระยะเวลาที่ไตบริจาคยังทำงานอยู่ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น อาจมีข้อแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัด เช่นการเสียเลือด การปฏิเสธอวัยวะ เป็นต้น และการรอคอยอวัยวะเป็นระยะเวลานานเนื่องจากผู้บริจาคมีจำนวนน้อยกว่าผู้รอรับซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญในประเทศไทย

                                 


การเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตทั้งสามวิธีนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้าน ได้แก่ โรคประจำตัวของคนไข้ ภาระในการเดินทางไป-กลับสถานพยาบาล ความเชี่ยวชาญของบุคลากรของสถานพยาบาลใกล้บ้าน และความเห็นจากทีมแพทย์ผู้ดูแล โดยทั้งสามวิธีที่กล่าวข้างต้น  คนไข้สามารถใช้สิทธิ์สปสช.ในการรักษาได้ การที่มี นโยบายล้างไตฟรี นอกเหนือจากการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐานในการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการด้วย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ ที่มีความเชี่ยวชาญในการฟอกเลือดยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งทางสมาคมโรคไตฯ ก็ได้ตระหนักในจุดนี้ จึงมีแนวทางในการขยายการฝึกอบรมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพเพื่อรองรับผู้ป่วยในอนาคต ในส่วนของทางภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนการบริจาคอวัยวะและการเข้าถึงการปลูกถ่ายไตให้มากขึ้น โดยมีการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเชิญชวนให้ประชาชนบริจาคอวัยวะ ผ่านทั้งช่องทางสื่อต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยราชการ และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันการเกิดโรคไตวายเรื้อรังในประชาชน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวและยั่งยืนที่สุด

                                  


              สุดท้ายนี้ขอเชิญชวนให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมงานกิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6- 13 มีนาคม 2565 และจะจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 ณ ลานเอเทรียม ชั้น 3 ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here