“A DOG’S WAY HOME” - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562

“A DOG’S WAY HOME”


ข้อมูลงานสร้าง
                A Dog’s Way Home เล่าถึงการผจญภัยอบอุ่นหัวใจของ เบลลา สุนัขที่เดินทางกลับบ้านเป็นระยะทางไกลถึง 400 ไมล์หลังจากที่เธอต้องแยกจาก ลูคัส มนุษย์ที่เธอรัก นักศึกษาแพทย์ไฟแรงและอาสาสมัครโรงพยาบาลสัตว์ เบลลาได้สร้างความประทับใจให้กับผู้คนมากมายระหว่างการเดินทางที่ไม่สั่นคลอนของเธอ จากลูกสิงโตภูเขากำพร้าไปจนถึงอดีตทหารผ่านศึกไร้บ้านผู้อับโชค เบลลาได้นำความสุขและความสบายใจมาสู่ทุกคนที่เธอพบด้วยจิตวิญญาณและศรัทธาที่ไม่เหมือนใครของเธอ A Dog’s Way Home ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยนักเขียนที่แฟนๆ รักจาก A Dog’s Purpose เป็นการเดินทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และช่วยยกระดับจิตใจ ที่เล่าถึงการเดินทางกลับบ้านของสุนัขตัวหนึ่ง ที่ให้ความสำคัญกับพลังของความรักที่ไร้เงื่อนไขระหว่างสุนัขและเจ้าของ
                โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ร่วมกับโบนา ฟิล์ม กรุ๊ป จำกัด ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยพาเรียห์ A Dog’s Way Home นำแสดงโดยแอชลีย์ จัดด์, โจนาห์ เฮาเออร์-คิง, เอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลโมส, อเล็กซานดรา ชิปป์ ร่วมด้วยเวส สตูดี้และไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด กำกับโดยชาร์ลส์ มาร์ติน สมิธ อำนวยการสร้างโดยกาวิน โพโลน บทภาพยนตร์โดยดับบลิว. บรูซ คาเมรอนและแคธริน มิชอน จากหนังสือโดยดับบลิว. บรูซ คาเมรอน ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่โรเบิร์ต เจ. ดอร์แมนน์, ที.ดี. เจคส์, เดอร์ริค วิลเลียมส์, อวี้ ตงและเจฟฟรีย์ ชาน ผู้กำกับภาพคือปีเตอร์ เมนซีส์, จูเนียร์. เอซีเอส ผู้ออกแบบงานสร้างคืออีริค เฟรเซอร์ ลำดับภาพโดยเด็บรา นีล-ฟิชเชอร์ เอซีอี, เดวิด คลาร์คและซาบรินา พลิสโก้, เอซีอี ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือโมนิค พรูดอมม์ ดนตรีโดยไมเคิล แดนนา

เกี่ยวกับภาพยนตร์
                “เราทุกคนต่างก็มีความต้องการลึกๆ ข้างในที่โหยหาความผูกพัน ตำแหน่งแห่งที่ เป้าหมาย ความปลอดภัย การได้แสดงความรู้สึก และการมีอิสระค่ะ” แอชลีย์ จัดด์ นักแสดงนำของภาพยนตร์ใหม่เรื่อง A Dog’s Way Home กล่าว “ในหนัง เบลลาได้มีครอบครัวที่เธอเลือกเอง ซึ่งเราทุกคนต่างก็ได้รับพรวิเศษในการค้นหามันในชีวิตนี้ เรามีครอบครัวที่เราเกิดมา และเราก็ได้สร้างครอบครัวที่เราเลือกเอง และนั่นคือสิ่งที่เกิดกับเบลลา ตอนที่เธอถูกพรากจากครอบครัวนั้น เธอก็เต็มใจทำในสิ่งที่พิเศษสุดเพื่อให้ได้กลับบ้าน มันเป็นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ค่ะ”
                การผจญภัยนั้นมีเค้าโครงจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยดับบลิว. บรูซ คาเมรอน ผู้ดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ให้เป็นบทภาพยนตร์ ร่วมกับภรรยาของเขา แคธริน มิชอน “เรื่องราวนี้เกี่ยวกับรักแท้ครับ” คาเมรอนกล่าว “นี่คือหมาที่ผ่านการผจญภัยและการทดสอบมากมาย และทั้งหมดนั่นก็เพื่อกลับไปหาคนของเธอ ผมคิดว่าใครก็ตามที่เลี้ยงหมาจะตระหนักได้ถึงความรักไร้เงื่อนไขที่สัตว์เหล่านี้มอบให้ได้ และจะหาที่ว่างในหัวใจที่จะยอมรับข้อคิดนั้นได้ครับ”
                ไม่มีอะไรเหมือนกับสายสัมพันธ์ระหว่างสุนัขและคนอีกแล้ว มิชอนกล่าวเสริม “เบลลารักคนจำนวนมากมาย แต่เธอและเจ้าของของเธอมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นถึงจิตวิญญาณ และสายสัมพันธ์นั้นก็เป็นเรื่องราวทางจิตวิญญาณและหัวใจของหนังเรื่องนี้”
                ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยแอชลีย์ จัดด์, โจนาห์ เฮาเออร์-คิง, เอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลโมส, อเล็กซานดรา ชิปป์และเวส สตูดี้ นักแสดงที่เก่งกาจกันทุกคน แต่หัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ เบลลา สุนัขน่ารักและมีเสน่ห์ เจ้าของเรื่องราว
                ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ดพากย์เสียงเบลลา “ตอนที่ฉันได้เจอกับเชลบี้ หมาที่รับบทเบลลา เราก็กลายเป็นเพื่อนซี้กันทันทีค่ะ” โฮเวิร์ดกล่าว “เธอให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกัน ฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่คุณรึ้กเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพบสัตว์ชนิดไหนก็ตาม เพราะพวกมันมีชีวิตชีวาเหลือเกิน แต่เชลบี้มีอะไรบางอย่างที่พิเศษสุดจริงๆ เธอเป็นหมาที่สวย จริงใจ ฉลาดและน่ารักสุดๆ เลยค่ะ”
                “ฉันเลี้ยงสัตว์มาตลอด” เธอกล่าวต่อ “ตอนที่ฉันยังเล็กมากๆ ประมาณขวบครึ่ง ฉันเป็นเด็กที่เงียบและจริงจัง ฉันไม่หัวเราะหรืออะไรแบบนั้นเลย แล้วพ่อแม่ฉันก็รับหมาตัวหนึ่งมาเลี้ยง เป็นพันธุ์เทอร์เรียร์ แล้วจู่ๆ จากอีกห้อง พวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ที่ฟังเหมือนเกิดจากผู้ใหญ่ดังขึ้น และเสียงนั่นก็มาจากฉันที่เล่นชักเย่อกับหมาตัวนั้นตอนอายุได้ 18 เดือน นั่นเป็นจุดกำเนิดของเสียงหัวเราะแบบบ้าคลั่งของฉันค่ะ สัตว์เลี้ยงตัวแรกของฉัน”
                “การมีความสัมพันธ์กับหมาและสัตว์อื่นๆ เป็นหนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน” โฮเวิร์ดกล่าว “ไม่มีอะไรในโลกเหมือนสัตว์เลี้ยงอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่ให้ความรู้สึกไร้เงื่อนไข หรือปลอดภัย หรือสนุกมากไปกว่านี้แล้วค่ะ”
                แม้ว่าโฮเวิร์ดจะเป็นผู้พากย์เสียงเบลลา ความท้าทายแรกและสำคัญที่สุดในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คือการเลือกนักแสดงสำหรับการแสดงบนหน้าจอ ตามคำกล่าวของผู้อำนวยการสร้างกาวิน โพโลน ตั้งแต่เริ่มต้นมุ่งมั่นกับการตามหาสุนัขที่ได้รับการอุปการะ
                “ผมอยากจะสนับสนุนให้มีการรับหมาจากสถานสงเคราะห์มาเลี้ยงครับ” โพโลนกล่าว “ตอนที่คุณซื้อหมาซักตัว คุณกำลังป้อนเงินเข้าสู่วงจรที่นำไปสู่การตายของสัตว์มากขึ้น ในอเมริกา มีแมวและหมาถูกฆ่าตายประมาณสี่ล้านตัวต่อปี ถ้าคุณห่วงใยสัตว์จริงๆ ล่ะก็ มันเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองและเลวร้ายมากๆ เลยนะครับ สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้ประสา และพวกเขาก็คู่ควรต่อการเคารพ ผมก็เลยไม่คิดว่าการปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนสิ่งของ ซึ่งเป็นเรื่องของการเพาะพันธุ์หมาจริงๆ เป็นสิ่งที่ถูกต้องน่ะครับ”
                เป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะเป็นการตัดสินใจที่มือเขียนบทของเรื่อง คู่สามีภรรยา ดับบลิว. บรูซ คาเมรอนและแคธริน มิชอน ให้การสนับสนุน “มันเป็นการค้นหาหมาในสถานสงเคราะห์ทั่วอเมริกาจริงๆ ค่ะ” มิชอนกล่าว “เราดูภาพและวิดีโอเทปของหมาทั่วทุกแห่งเลย”
                หลังจากดูภาพออนไลน์ของสุนัขหลายพันตัวตามสถานสงเคราะห์ ในที่สุด การค้นหาก็บังเกิดผลในเทนเนสซี ที่ชีธแฮม เคาน์ตี้ แอนิมอล คอนโทรล เซ็นเตอร์ ที่ซึ่งเชลบี้ได้รับเลือกให้รับบทเบลลา หลังจากนั้น ทีมงานก็ได้ช่วยแอมเบอร์ สแตนด์อินของเชลบี้ จากสถานสงเคราะห์อีกแห่งหนึ่ง ในเซาธ์ แครอไลนา ในช่วงเวลาถ่ายทำ เชลบี้อายุหนึ่งขวบครึ่งในขณะที่แอมเบอร์อายุสองขวบครึ่ง
                “ตอนแรก เราได้แรงบันดาลใจจากจินตนาการของบรูซ คาเมรอน และตัวละครที่เขาใช้บนหน้าปกหนังสือของเขา และภาพถ่ายของเชลบี้ก็มีถ้อยคำเป็นล้านๆ คำค่ะ แต่ท้ายที่สุดแล้ว แค่หน้าตาดูดีอย่างเดียวไม่พอค่ะ คุณต้องมีหัวใจข้างในด้วย” เทเรซา เอ. มิลเลอร์ หัวหน้าทีมครูฝึกสำหรับเบลลากล่าว “มันสำคัญจริงๆ ที่เราจะต้องได้หมาที่มีพลังงานล้นเหลือและมีสภาพร่างกายที่จะแสดงท่าเคลื่อนไหว ทั้งปีนป่าย กระโดดและลื่นไถลได้ นอกจากนั้น ฉันยังมองหาหมาที่มีสิ่งนั้นในดวงตาของเธอ เชลบี้มีสิ่งนั้นค่ะ คุณจะมองเห็นความรักและหัวใจในดวงตาของเธอ เธอไม่เขินอายเลยและเป็นหมาที่น่ารักและร่าเริงจริงๆ ฉันคิดว่าเบลลาและเชลบี้มีนิสัยอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันค่ะ”
                แน่นอนว่าการรับเชลบี้มาเลี้ยงไม่ได้ง่ายดายเพียงแค่การที่ครูฝึกสัตว์จากฮอลลีวูดซักคนจะเดินเข้าไปในสถานสงเคราะห์แล้วเดินกลับออกมาพร้อมกับสุนัขหนึ่งตัว ผู้คนที่ตั้งใจทำงานที่สถานสงเคราะห์จะต้องทำให้แน่ใจว่า เชลบี้จะได้อยู่ในบ้านที่ดี “เราเป็นเหมือนเล็กๆ ใจกลางเทนเนสซี ที่ห่างไกลผู้คน และเราก็ได้รับโทรศัพท์จากฮอลลีวูดเนี่ยนะครับ” ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ ที.เจ. จอร์ดี้กล่าว “มันไม่ใช่เรื่องปกติเลย ดังนั้น เหมือนกับการรับเลี้ยงหมาตัวอื่นๆ เราได้ทำการค้นคว้าข้อมูลเรื่องพวกเขามากมายเพื่อทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเชื่อถือได้ เราอยากทำให้แน่ใจว่าเธอจะได้รับการดูแลอย่างดี และองค์กรนี้ก็มีชื่อเสียงที่ดีเลิศมากๆ ครับ หลังจากนั้น ตอนที่เทเรซา มิลเลอร์ออกมาครั้งแรก ผมยืนอุ้มเชลบี้อยู่ และเห็นเธอค่อยๆ มีปฏิสัมพันธ์กับเชลบี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อทุกอย่างเดินหน้าไป ผมก็ได้เห็นว่าแม้ว่าเชลบี้จะไม่สามารถเล่นหนังได้ เทเรซาก็ยังจะพาเธอกลับบ้านเป็นการส่วนตัวอยู่ดีน่ะครับ”
                หลังจากพาเชลบี้ไปแคลิฟอร์เนีย เธอก็ได้ใช้เวลาพักหนึ่งกับมิลเลอร์และเริ่มทำตัวคุ้นเคยกับสุนัขตัวอื่นๆ “เธอเปิดกว้างและเป็นมิตรกับหมาตัวอื่นมากๆ พวกเขารักเธอค่ะ” มิลเลอร์กล่าว “เชลบี้กระโดดข้ามหมาตัวอื่นๆ ของฉันและล้มลุกคลุกคลานและวิ่งวุ่นไปทั่วสนามหญ้า ฉันคิดว่าเธอมีความสุขที่ไม่เพียงแต่มีเพื่อน แต่ยังมีพื้นที่ว่างๆ ให้วิ่งเล่นด้วยค่ะ เธอสนุกมาก นิสัยดี ฉลาดและถ่ายทอดอารมณ์ได้มากมาย เธอมีปัจจัยที่จะทำให้เธอเด่นดังค่ะ”
                เมื่อเชลบี้คุ้นเคยกับบ้านใหม่แล้ว มิลเลอร์ก็เริ่มกระบนการในการฝึกเธอให้เป็นนักแสดง มิลเลอร์อธิบายว่า กระบวนการที่เธอใช้ค่อนข้างจะแตกต่างจากการฝึกเพื่อให้สุนัขเชื่อฟังตามมาตรฐานทั่วไป
                “มันไม่ใช่ นั่ง! ย่อตัว! นิ่ง! ค่ะ” เธอกล่าว “มันไม่เจาะจงแบบนั้น หมาของฉันอาจดูเหมือนหมาที่ขาดการฝึกฝนที่สุด เพราะฉันปล่อยให้พวกเขาทำตัวตามธรรมชาติตอนที่ฉันซ้อมคิวพวกเขา ฉันอาจจะบอกว่า มานั่งตรงนี้ได้มั้ย แล้วเขาก็อาจจะมองฉันนิดๆ แล้วตัดสินใจว่า โอเค ฉันว่าฉันจะนั่งซักหน่อยนะน่ะค่ะ นั่นเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดตัวละครขึ้นมา และที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่นการพูดเป็นประโยคจะทำให้หมารู้สึกผ่อนคลาย และเธอก็จะสามารถแสดงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นได้ค่ะ”
                เชลบี้ค่อยๆ ถูกทำให้รู้จักกับองค์ประกอบต่างๆ เพื่อดูว่าเธอจะตอบสนองกับการจราจร ผู้คนและสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างไร “การทำงานกับหมาในหนัง” มิลเลอร์กล่าวต่อ “หมายถึงไม่เพียงแต่เราจะต้องให้พวกเขาเจอกับสถานการณ์และบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปเท่านั้น แต่มันยังมีสิ่งรบกวนสมาธิต่างๆ ที่เราเจอในกองถ่าย ทั้งพวกอุปกรณ์และทีมงาน ตอนไหนซักตอน ไมโครโฟนจะถูกโบกสะบัดอยู่ตรงหน้าพวกเขา และพวกเขาก็จะต้องมองไปที่นักแสดงไม่ใช่ไมโครโฟน หรือกล้องที่กำลังซูมเข้ามาที่ตัวพวกเขา ทั้งหมดนั่นเกิดขึ้นจากการฝึกฝนที่เราทำให้เธอได้รู้สึกสิ่งพวกนั้น จนเธอไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับอะไรทั้งสิ้นค่ะ”
                การฝึกนักแสดงสัตว์สำหรับภาพยนตร์ต้องอาศัยการฝึกพิเศษเช่นกัน การเตรียมพร้อมเชลบี้และแอมเบอร์สำหรับฉากโคลนถล่มในเรื่อง มิลเลอร์และทีมงานของเธอเริ่มทำงานบนหาดทรายในแคลิฟอร์เนีย และฝังของโปรดของพวกเขาลงในทราย “มันอาจจะเป็นชิ้นส่วนของไก่ ฮ็อตด็อก เนื้อแกะและข้าว อาหารสุนัขทั่วๆ ไป และของเล่นของพวกเขาก็ได้ เราพบว่าอาหารได้ผลดีกว่าของเล่น เพราะพวกเขาอยากจะฉวยของเล่นแล้ววิ่งอย่างบ้าคลั่งไปฉลอง แต่บางครั้ง เราก็อยากให้พวกเขากลับมาเร็วกว่าเดิม ถ้าเรามีเวลา พวกเขาค่อยไปวิ่งแล้วฉลองก็ได้น่ะค่ะ” ปรากฏว่าการขุดทรายเป็นสิ่งหนึ่งที่สแตนด์อินทำได้ดีกว่าตัวจริง “แอมเบอร์มีความสามารถพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณต้องการในทีมค่ะ” มิลเลอร์กล่าว “เธอชอบทำอะไรเร็วๆ เช่นการขุดทรายให้เร็วที่สุด แต่เชลบี้จะผ่อนคลายมากกว่าหน่อย และทำตัวสบายๆ ตามธรรมชาติมากกว่าค่ะ”
                ทีมนักแสดงเองก็ประทับใจกับสิ่งที่ครูฝึกสามารถทำได้ “สตันท์บางอย่างถูกถ่ายทอดออกมาในบทอย่างค่อนข้างจะประณีตและเป็นไปตามบท และเจ้าของในชีวิตจริงของเชลบี้ก็จะต้องหาวิธีฝึกเธอในแบบที่ทั้งสนุกและคุ้มค่าสำหรับเชลบี้ค่ะ” จัดด์กล่าว “เพราะเธอยังอายุน้อยและมีพลังงานแบบลูกหมาอยู่ เธอก็แค่อยากจะเล่นน่ะค่ะ”
                มือเขียนบทเองก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นพล็อตที่พวกเขาจินตนาการขึ้นมาโลดแล่นมีชีวิต “เราได้ดูหมาระหว่างการฝึก เราก็เลยสนุกมกที่ได้เห็นสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ปรากฏออกมาระหว่างการถ่ายทำครับ” คาเมรอนกล่าว “พวกเขาลืมบทอยู่บ่อยๆ” เขากล่าวติดตลก “แต่โดยมากแล้ว หมาพวกนี้ก็เป็นนักแสดงที่เก่งครับ”
                มิลเลอร์ ผู้รับเชลบี้มาเลี้ยงเป็นการถาวร กล่าวว่าเชลบี้สามารถแสดงได้อีก แต่มีโอกาสงามๆ มากมายรอคอยเธออยู่ “พอว์ส ฟอร์ เอฟเฟ็กต์ บริษัทของเราทำงานอย่างใกล้ชิดกับเด็กที่เป็นออทิสติกและโรงพยาบาลเด็ก ด้วยการจัดส่งหมาบำบัดไปให้น่ะค่ะ” เธอเล่า “เชลบี้มีนิสัยที่เหมาะกับงานนี้มาก เธอเพอร์เฟ็กต์เลยล่ะค่ะ! เราก็เลยตั้งตารอที่จะสร้างเวลาพักจากโรงพยาบาลให้กับเด็กๆ ค่ะ”

เกี่ยวกับผู้กำกับ
                ระหว่างการฝึกในลอสแองเจลิสนี่เองที่ผู้กำกับชาร์ลส์ มาร์ติน สมิธ ได้พบกับเชลบี้ตัวเป็นๆ หลังจากที่ได้ดูภาพถ่ายและฟุตเตจวิดีโอ หลังจากที่ได้แสดงและกำกับภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ซึ่งรวมถึงการกำกับภาพยนตร์ยอดนิยม Dolphin Tale สองภาค สมิธก็ยอมรับว่าเขาหลงใหลในภาพยนตร์แนวนี้ “ผมอาจจะเป็นผู้กำกับคนเดียวในวงการที่ชื่นชอบการทำงานกับเด็กและสัตว์ก็ได้นะครับ” สมิธกล่าว “ผมหลงใหลในการสร้างหนังเกี่ยวกับสัตว์ ธรรมชาติและป่าดงพงไพร และ A Dog’s Way Home ก็ผสมผสานสิ่งเหล่านั้นในแบบที่น่าตื่นเต้นมากๆ สำหรับผม ตอนที่ผมยังหนุ่มและได้แสดงในหนังเรื่อง Never Cry Wolf แคร์รอล บัลลาร์ด ผู้กำกับหนังเรื่องนั้น สอนอะไรมากมายให้กับผมเกี่ยวกับการทำงานในธรรมชาติ การทำงานกับสัตว์และการทำความเข้าใจวิธีการถ่ายทอดเรื่องนั้นออกมาในหนัง ผมพยายามที่จะใส่สิ่งเหล่านั้นเข้าไปในหนังที่ผมสร้างขึ้นในตอนนี้ครับ”
                “ประเด็นเกี่ยวกับสัตว์ที่ต่างกับนักแสดงมนุษย์ก็คือการที่สัตว์จะซื่อสัตย์เสมอ” สมิธกล่าวต่อ “คุณจะไม่ได้ช่วงเวลาเสแสร้งจากสัตว์เลย พวกเขาจะมีความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์เหมือนอย่างตัวละครในหนังที่ผมพบว่าน่าสนใจจริงๆ บ่อยครั้งตอนที่คนสร้างหนังเกี่ยวกับสัตว์ มันจะมีการยัดเยียดในสิ่งที่เราคิดว่าพวกเขาน่าจะเป็นลงไป แต่ผมสนใจในการถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของพวกเขามากกว่า”
                ในตอนที่เขาได้พบกับเชลบี้ครั้งแรก สมิธพร้อมที่จะถอยห่างจากเธอหากเธอดูอึดอัดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ปรากฏว่านั่นไม่จำเป็นเลย “ผมไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยครับ” เขาเล่า “เธอวิ่งมาหาผม เหมือนผมเธอรู้ว่าผมเป็นคนที่เธอจะต้องมาพบ เธอวิ่งตรงมาเลียผม และมันก็น่าประทับใจจริงๆ ผมดีใจมากๆ ผมรู้ว่าเราจะเข้ากันได้ดีเยี่ยม เธอเป็นหมาที่น่ารักครับ”
                ประวัติที่แปลกประหลาดของสมิธ ที่เป็นนักแสดงก่อนจะมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีสัตว์ในเรื่อง ทำให้ทีมนักแสดงเกิดความมั่นใจขึ้นมา “ชาร์ลส์ มาร์ติน สมิธ เขาเป็นเพชรเม็ดงามครับ” เอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลโมสกล่าว “เขาเป็นคนที่ใจดี โอบอ้อมอารี ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เขาไม่เคยแสดงความรู้สึกไม่มั่นใจหรือกลัวว่าเขาจะไม่ได้ช็อตนั้นๆ เลย จนคุณจะรู้สึกมั่นใจและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงครับ”
                “ชาร์ลส์เก่งที่สุด” โจนาห์ เฮาเออร์-คิงกล่าว “สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับงานของชาร์ลส์คือเขาเคยเป็นนักแสดงมาก่อนที่เขาจะกำกับ เขาก็เลยเป็นผู้กำกับที่เข้าใจนักแสดงดี เขาเข้าใจว่าคนเรามีกระบวนการทำงานที่แตกต่างกัน เขาให้ความเห็นอกเห็นใจนักแสดงมกๆ และเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการสำหรับฉากนั้นๆ มันเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมากับผู้กำกับเลยล่ะครับ”

เกี่ยวกับนักแสดง
                แอชลีย์ จัดด์กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับชาร์ลส์ มาร์ติน สมิธอีกครั้งหลังจากนำแสดงใน Dolphin Tale สองภาค “ในบทเทอร์รี ฉันรับบททหารผ่านศึกผู้มีอาการเครียดหลังเหตุการณ์กระทบอารมณ์ ผู้ทำตัวตรมทุกข์อยู่ติดบ้าน เธอไม่ได้รู้สึกดีอยู่เสมอหรอกค่ะ แต่ชีวิตเธอก็สว่างไสวมากขึ้นเมื่อ ลูคัส ลูกชายของเธอ พาลูกหมาตัวน้อยที่เขาไปเจอใต้บ้านร้างที่อยู่ใกล้ๆ บ้านของเรากลับมา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นการผจญภัยของเบลลาค่ะ”
                การทำงานกับเชลบี้เป็นเรื่องวิเศษสุดสำหรับจัดด์ “เชลบี้เป็นสัตว์สี่ขาที่วิเศษสุด เธอมีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อ น่ารักน่าเอ็นดูและสดใส เธอฉลาดมากๆ ค่ะ” จัดด์กล่าว “เธอตอบสนองต่อการเป็นดาราหนังอย่างดี ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นพิเศษ เธอเป็นนักแสดงที่ดีมากๆ เธอมีสมาธิ ตั้งใจและแสดงฉากโคลสอัพได้ดี เธอถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดี เธอมีใบหน้าที่งดงามและถ่ายทอดอารมรณ์มากๆ เธอน่ารักค่ะ น่ารักสุดๆ เลย”
                ในฐานะทหารผ่านศึกผู้ทุกข์ทรมานจากความเครียดหลังเหตุการณ์กระทบจิตใจ เทอร์รี ตัวละครของจัดด์พบว่าการมีเบลลาในบ้านของเธอทำให้เธอรู้สึกโล่งใจพอควร มันเป็นสิ่งที่โดนใจจัดด์อย่างมาก เมื่อมองย้อนกลับไปถึงประสบการณ์จริงของตัวเองในเรื่องนี้ ตามที่เธออธิบายว่า “ในฐานะคนที่มีหมาพิเศษ ฉันคุ้นเคยดีกับการที่สัตว์เหล่านี้เป็นประโยชน์กับคนเลี้ยงอย่างพิเศษสุด อาการเครียดหลังเหตุการณ์กระทบจิตใจเกี่ยวข้องกับความทรงจำเลวร้ายที่ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในสมองอย่างเหมาะสม ในขณะที่ความเศร้าเป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่ท้ายที่สุดแล้วก็จะคลี่คลายไปเอง มันจะเลือนรางไปและจะปวดร้าวน้อยลง แต่เหตุการณ์กระทบจิตใจจะบาดร้าวลึกเข้าไปข้างใน มันเป็นการตอกย้ำซ้ำๆ และจะผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ในตอนที่เทอร์รีมีอาการพวกนี้ เบลลาก็จะรับรู้ได้และเธอก็จะวางคางตัวเองบนขาของเทอร์รี เพื่อปลอบประโลมเธอและช่วยดึงเธอกลับมาสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน เพื่อดึงเธอเข้าสู่ร่างกายของเธอเอง และหลุดพ้นจากการติดอยู่ในเหตุการณ์กระทบจิตใจในอดีตที่เกิดขึ้นสมัยเธอยังอยู่ในกองทัพสหรัฐฯน่ะค่ะ”
                จัดด์กล่าวว่า พรสวรรค์ของเบลลาในเรื่องการปลอบประโลมจิตใจยังใช้กับคนอื่นนอกเหนือจากเทอร์รีอีกด้วย “เธอสามารถรับรู้ได้ว่าในบรรดาสัตวแพทย์ ใครมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นพิเศษ และเธอก็จะตรงไปเพื่อมอบสิ่งที่พวกเขาต้องการให้กับพวกเขาค่ะ” เธอกล่าว
                โจนาห์ เฮาเออร์-คิงกล่าวว่า การทำงานกับเชลบี้เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า โดยเฉพาะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำงานกับสัตว์ด้วย “เชลบี้น่าทึ่งครับ” เขากล่าว “เธอเป็นเหมือนหมาในฝัน เธอใจดี น่ารักและอบอุ่น มันน่าทึ่งมากที่ได้รู้ว่าครูฝึกฝึกเธอยังไง แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นความสุขด้วยครับ”
                เมื่อมองย้อนกลับไปถึงการรับบทนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ ผู้เป็นเพื่อนกับลูคัส อเล็กซานดรา ชิปป์เล่าถึงสิ่งที่ดึงดูดเธอเข้าหาตัวละครตัวนี้ “ประเด็นหลักที่ทำให้ฉันในใจโอลิเวียคือความทุ่มเทของเธอและความแข็งแกร่งของเธอค่ะ” เธอกล่าว “เธอฉลาด เธอรู้ดีว่าเธอพูดถึงอะไร และเธอก็อยากจะช่วย มันน่าตื่นเต้นที่ได้รับบทตัวละครที่แสดงความใจดีแบบไม่ได้ตั้งใจ ผู้ที่พยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ ผู้พยายามทำตัวคอยให้บริการน่ะค่ะ”
                ชิปป์กล่าวต่อว่า “ฉันคิดว่าโอลิเวียสนใจความใจดีของลูคัส ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ารักและสมจริงมากๆ มันมีอะไรบางอย่างที่มีเสน่ห์มากๆ เกี่ยวกับคนหน้าตาดีที่อยากจะช่วยตามหาสัตว์เลี้ยงที่หายไปน่ะค่ะ”
                เอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลโมส รับบท แอ็กเซล ทหารผ่านศึกเร่ร่อน ผู้ทุกข์ทรมานจากความเครียดจากเหตุการณ์กระทบจิตใจเช่นกัน เบลลาได้พบกันเขาระหว่างการเดินทางกลับบ้าน ออลโมสกล่าวว่าตัวละครของเขาก็สานสายสัมพันธ์พิเศษกับเบลลาเช่นกัน “เบลลาไม่เพียงแต่ช่วยเขาให้มีชีวิตและให้ความอบอุ่นกับเขาเท่านั้น เขายังได้รับมิตรภาพจากหมาตัวหนึ่งด้วย มันน่าทึ่งครับ สิ่งที่สัตว์ทำให้กับคนได้น่ะ”
                ตัวออลโมสเองก็คุ้นเคยกับการที่สุนัขพิเศษสามารถพัฒนาชีวิตของผู้คนรอบข้างได้ “ผมเองก็เลี้ยงหมาบำบัดที่ชื่อโม ที่ทำงานในโรงพยาบาลเอาไว้ เขาเป็นส่วนสำคัญของครอบครัวผมมา 11 ปีแล้วครับ” เขากล่าว “เขาทำงานพิเศษในสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที่เขาทำก็คือเดินเข้าไปในห้องแล้วยืนอยู่ข้างคนที่ต้องการเขา และคุณก็จะเห็นได้ในทันที เขามักจะไปอยู่กับคนที่ต้องการตัวเขาที่สุด ล่าสุด มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขารู้จักมานานแล้วและได้เห็นมาตลอดหลายปีที่โมชัน พิคเจอร์ โฮมในลอสแองเจลิส โมสัมผัสได้ในสิ่งที่เราสัมผัสไม่ได้ และสามารถอยู่กับเขาตอนที่เขาจากไปได้ มันสะเทือนอารมณ์ทีเดียวครับ”
                ออลโมสชี้ว่า ความเครียดหลังเหตุการณ์กระทบจิตใจไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับทหารผ่านศึก “เรามีความเครียดหลังเหตุการณ์กระทบจิตใจตั้งแต่มีการแบ่งแยกเป็นสองเผ่าพันธุ์แล้วล่ะครับ” เขากล่าว “ความเครียดหลังเหตุการณ์กระทบจิตใจเป็นสิ่งที่เราแทบจะไม่ได้เรียนรู้ถึงมันเลย แต่มันก็วิเศษสุดที่เราพยายามจะทำอย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่ต้องทำครับ”  

เกี่ยวกับงานสร้าง
                A Dog’s Way Home เริ่มต้นถ่ายทำในแวนคูเวอร์ รัฐบริติช โคลัมเบีย โดยหลายสัปดาห์แรกหมดไปกับการทำงานกับนักแสดงสี่ขา ซึ่งรวมถึงการถ่ายทำในทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่พบได้ห่างจากเมืองไปไม่กี่ชั่วโมง ในเมืองหุบเขาเมอริทท์และโฮป ในบริติช โคลัมเบีย
                “ตอนที่ผมเริ่มต้นหนังที่มีสัตว์อยู่ข้างใน” สมิธกล่าว “ผมก็มักทำให้แน่ใจว่าทุกคนจะตระหนักดีว่า สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกคือสัตว์ ถ้าวันนั้นสัตว์รู้สึกไม่อยากทำงาน หรือมีตอนไหนที่มันทำงานเสร็จแล้ว เราก็จะหยุดแล้วถ่ายทำอย่างอื่น ผมมักจะเตรียมอะไรบางอย่างที่ไม่ต้องอาศัยสัตว์ที่ผมจะถ่ายทำแทนได้เสมอ สิ่งสำคัญประการแรกคือความปลอดภัยและความสบายใจของสัตว์พวกนี้ครับ”
                นอกเหนือจากการถ่ายทำในย่านเมืองของแวนคูเวอร์บางแห่งแล้ว ทีมงานยังได้ใช้เวลาอีกหลายวันไปกับการถ่ายทำในโลเกชันรกชัฏอื่นๆ เช่นสควอมิช วัลลีย์ อีกหนึ่งโลเกชันน่าตื่นตาตื่นใจใกล้กับตัวเมืองสควอมิชเองคือด้านบนของซีทูสกาย ซึ่งเป็นสถานที่ล่องเรือกอนโดลาชื่อดังสำหรับนักท่องเที่ยว ที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์ที่งดงามจับใจของโฮว์ ซาวน์ที่อยู่ด้านล่าง แท่งหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่ดึงดูดใจบรรดานักปีนเขาระดับแนวหน้าของโลกตั้งห้อมล้อมบริเวณนั้นอยู่
                “บริติช โคลัมเบียเป็นสถานที่ที่สวยงามจริงๆ” ผู้กำกับชาร์ลส์ มาร์ติน สมิธกล่าว “ผมใช้ชีวิตที่นี่แบบไปๆ มาๆ มาหลายปีแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะความงดงามตามธรรมชาติของมัน พื้นที่ที่เราถ่ายทำกัน นอกเมืองสควอมิชและใกล้กับซีทูสกาย ไฮเวย์ที่ขึ้นไปถึงวิสท์เลอร์ สวยมากจนผมรู้ว่าผมจะต้องถ่ายทอดมันลงไปในหนังให้ได้”
                ในบริติช โคลัมเบียนี่เองที่ทีมงานได้พบเพื่อนร่วมแสดงของเชลบี้และแอมเบอร์สำหรับฉากสำคัญบางฉากของเรื่อง เมื่อเบลลาถูกฝูงหมาป่าโคโยตี้ไล่ล่าในป่า แม้ว่าสัตว์ป่าส่วนใหญ่ในเรื่องจะถูกสร้างขึ้นจาก CGI แต่ทีมงานก็โชคดีที่ได้พบสุนัขโคโยตี้ท้องถิ่นหลายตัวในบริติช โคลัมเบีย
                ครูฝึกบอนนี จัดด์กล่าวว่า สุนัขของเธอ “เป็นลูกครึ่งบอร์เดอร์ คอลลีและโคโยตี้ พวกเขาก็เลยมีความฉลาดแบบบอร์เดอร์ คอลลี ที่รักมนุษย์และมีลุคแบบโคโยตี้ คุณจะได้นิสัยแบบโคโยตี้นิดๆ และแบบหมาหน่อยๆ ค่ะ”
                เช่นเดียวกับการที่ไม่ใช่สุนัขทุกตัวในเรื่องจะเป็นสุนัขที่ได้รับการอุปการะมา สัตว์ในเรื่องจะเป็นสัตว์จริงๆ ไม่ได้ทุกตัวเช่นกัน มีตอนหนึ่งในเรื่องที่เบลลาจะเจอกับเสือดาว “มันไม่มีทางที่เราจะฝึกเสือดาวได้เลย” ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ คริส บี. ชนิทเซอร์กล่าว “เราก็เลยสร้างมันจากคอมพิวเตอร์ครับ”
                “การสร้างเสือดาวเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราเจอ” แมทธิว เวลฟอร์ด ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์กล่าว “บิ๊ก คิตตี้เป็นนักแสดงสัตว์ที่เราสร้างขึ้นในคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ระหว่างการถ่ายทำ เราได้เรียนรู้เกี่ยววกับนิสัยของเบลลามากขึ้นและมันก็ส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ที่เธอมีกับบิ๊ก คิตตี้ซีจีด้วยครับ”
                อีกบทบาทสำคัญของแผนกวิชวล เอฟเฟ็กต์คือการลบขาของครูฝึกสัตว์ออกไปจากช็อต เพราะบางครั้ง พวกเขาก็ต้องยืนใกล้กับสุนัขเพื่อให้ได้การแสดงตามต้องการ นอกจากนั้น ยังมีการสร้างเบลลาแบบซีจีขึ้นมาสำหรับฉากที่อันตรายเกินไปสำหรับสุนัขจริงๆ ด้วย

เกี่ยวกับความปลอดภัยของสัตว์ในกองถ่าย
                ในกองถ่ายทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของสัตว์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ และทีมผู้สร้างของ A Dog’s Way Home ก็ทำทุกอย่างเท่าที่พวกเขาทำได้เพื่อบรรดาสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของพวกเขา
                “เห็นได้ชัดเจนว่าทั้งเชลบี้และแอมเบอร์มีผู้ดูแลที่ใส่ใจมากๆ สามคน ที่คอยดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพวกเขาเป็นพิเศษค่ะ” แอชลีย์ จัดด์อธิบาย “และพวกเขาก็เป็นเจ้านายค่ะ เราเคารพในความเป็นผู้นำของพวกเขา ในอำนาจของพวกเขาและเราก็เคารพในความมีอิสระของพวกเขาด้วยค่ะ”
                เทเรซา เอ. มิลเลอร์ หัวหน้าทีมครูฝึกของเบลลา ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้บรรดาสุนัขรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย “สิ่งที่เรากังวลคือเรื่องความปลอดภัยของสัตว์ในกองถ่ายและการจำลองปฏิกิริยาและพฤติกรรที่ดูเหมือนจะเป็นหมาที่ดูเศร้าหรือกลัว สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกของเราคือตัวหมา เราก็เลยคอยทำให้แน่ใจเสมอว่าพวกเขาจะปลอดภัยและไม่ได้รู้สึกเครียดโดยไม่จำเป็นค่ะ” นอกเหนือจากครูฝึกแล้ว ทีมงานยังมีที่ปรึกษาอิสระด้านความปลอดภัยของสัตว์อีกสองคน อเมริกัน ฮิวเมนได้สอดส่องการเคลื่อนไหวของสัตว์ และให้เครื่องหมาย ไม่มีสัตว์ตัวใดได้รับอันตราย กับภาพยนตร์เรื่องนี้ และนอกเหนือจากนั้น เจมี โลวัลโล ที่ปรึกษาอิสระด้านความปลอดภัย ก็อยู่ในกองถ่ายตลอดเวลา เพื่อจับตามองทุกเทคอย่างใกล้ชิด

ประวัตินักแสดง
                แอชลีย์ จัดด์ (เทอร์รี) ชาวเคนตักกี้ตะวันออกรุ่นที่แปด ได้พิสูจน์ความสามารถด้านการแสดงของเธอครั้งแรกในภาพยนตร์เปิดตัวของเธอ ที่เธอรับบทรูบี้ ลี กิสซิงในภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกโดยวิคเตอร์ นูเนซเรื่อง Ruby in Paradise หลังจากที่ได้รับรางวัลด้านการแสดงสำคัญๆ จากทั่วโลก จัดด์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถหลากหลายของเธอในภาพยนตร์แนวต่างๆ และพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นดาราแม่เหล็ก ปัจจุบัน เธอรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีทั่วโลกให้กับยูเอ็นเอฟพีเอ เป็นทูตสำหรับพ็อพพิวเลชัน เซอร์วิสเซส อินเตอร์เนชันแนลและโพลาริส โปรเจ็กต์ เธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาของอินเตอร์เนชันแนล เซ็นเตอร์ ฟอร์ รีเสิร์ช ออน วีเมน, แอ็ปเน แอ็ป เวิลด์ไวลด์และดีมานด์ อบอลิชัน เธอเป็นผู้อำนวยการวีเมนส์ มีเดีย เซ็นเตอร์ สปีช โปรเจ็กต์: เคิร์บบิง เธอสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคนตักกี้และในปี 2010 เธอก็ได้รับปริญญาโทจากฮาร์วาร์ด เคนเนดี้ สคูล ออฟ โกเวิร์นเมนต์ งานวิทยานิพนธ์ของเธอในชื่อ Gender Violence, Law and Social Justice ได้รับรางวัลจากคณบดีที่ฮาร์วาร์ด ลอว์ สคูล ในปี 2017 จัดด์ได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์จากการเคลื่อนไหวและความเป็นผู้นำของเธอในการเคลื่อนไหวเพื่อผู้หญิง จัดด์จะมารับบท บีบี เยทส์อีกครั้งในซีซันสามของดรามาสายลับเรื่อง “Berlin Station” ซีรีส์นี้จะเปิดตัวทางอีพิกซ์ในวันที่ 3 ธันวาคม
                ในปี 2016 จัดด์ได้แสดงในภาพยนตร์โดยแบล็ค แบร์ พิคเจอร์สเรื่อง Barry ในบทแอน ดันแฮม แม่ของบารัค โอบามา ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของประธานาธิบดีโอบามาระหว่างที่เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก ซิตี้และเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์โดยคริส แม็คคอยเรื่อง Good Kids ซึ่งเปิดตัวในวันที่ 21 ตุลาคมปี 2016 อีกด้วย
                จัดด์ได้แสดงในภาพยนตร์อินดีเรื่อง Big Stone Gap ที่เขียนบทและกำกับโดยเอเดรียนา ทริเจียนี ผู้แต่งนิยายชื่อเดียวกัน จัดด์รับบทนำ เอวา มาเรีย มัลลิแกน ประกบเจน คราโคว์สกี้, แพทริค วิลสัน, เจนนา เอลฟ์แมนและวู้ปปี้ โกลด์เบิร์ก ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เวอร์จิเนียในฤดูใบไม้ร่วงปี 2014 และได้รับรางวัลทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เบนทอนวิลล์ปี 2015 ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายทั่วประเทศโดยพิคเจอร์เฮาส์ในเดือนตุลาคม ปี 2015
                ในปี 2015 จัดด์ได้แสดงใน Insurgent ภาคสองของแฟรนไชส์ Divergent ที่สร้างจากไตรภาค Divergent ซึ่งเป็นเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์โดยเวโรนิกา ร็อธ จัดด์ได้กลับมารับบท นาตาลี พรีออร์ แม่ของทริส พรีออร์ (ชาลีน วู้ดลีย์) ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องของทริสเมื่อเธอเดินหน้าต่อสู้เพื่อป้องกันไม่ให้คนพวกเดียวกับเธอถูกกำจัดโดยรัฐบาลเผด็จการ
                ในเดือนมกราคม ปี 2014 จัดด์ได้ปรากฏตัวในเอพิโซดแรกของซีรีส์สารคดีสามตอนทางพีบีเอสเรื่อง “A Path Appears” ซีรีส์นี้จากทีมผู้สร้างเบื้องหลัง   “Half the Sky: Turning Oppression into Opportunity for Women Worldwide” เล่าเรื่องของนักข่าวรางวัลพูลิทเซอร์ นิโคลัส คริสตอฟและเชอริล วูดันน์ และกลุ่มนักแสดง/ผู้สนับสนุน ผู้ทุ่มเท ในตอนที่พวกเขาได้ค้นพบการกดขี่ทางเพศและการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ทารุณที่สุด และวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกใช้เพื่อต่อสู้กับปัญหาเหล่านั้น เอพิโซดของจัดด์โฟกัสไปที่ผู้รอดชีวิตจากการถูกส่งไปค้าประเวณีในอเมริกา รวมถึงหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์และการฟื้นฟูชีวิตพวกเขาเหล่านั้น
                นอกจากนี้ จัดด์ยังได้แสดงใน Dolphin Tale 2 ซีเควลของภาพยนตร์สำหรับครอบครัวยอดนิยมปี 2011 เรื่อง Dolphin Tale เธอกลับมารับบท ลอร์เรนเนลสัน ซึ่งเป็นบทเดิมอีกครั้ง ประกบทีมนักแสดงที่กลับมารับบทของตัวเอง ซึ่งรวมถึงมอร์แกน ฟรีแมน, แฮร์รี คอนนิค จูเนียร์และคริส คริสทอฟเฟอร์สัน
                ในปี 2012 จัดด์ได้แสดงในมินิซีรีส์ทางเอบีซีเรื่อง “Missing” ในบทเบ็กก้า วินสโตน อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ ผู้จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวลูกชายกลับคืนมาหลังจากรู้ว่าเขาหายตัวไประหว่างศึกษาต่อต่างประเทศ ฌอน บีน, คลิฟฟ์ เคอร์ติสและเอเดรียโน จิอันนีนีร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในปี 2012 จัดด์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในมินิซีรีส์หรือภาพยนตร์สำหรับการแสดงของเธอใน “Missing”
                ในปี 2011 เธอได้แสดงประกบแพทริค เดมป์ซีย์และทิม เบลค เนลสันในภาพยนตร์อินดีเรื่อง Flypaper ที่เขียนบทโดยจอน ลูคัสและสก็อต มัวร์และกำกับโดยร็อบ มิงออฟ จัดด์รับบทเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เจอกับสถานการณ์การปล้นธนาคารสองครั้งติด ขณะที่เดมป์ซีย์พยายามช่วยเธอให้พ้นจากอันตราย
                ในเดือนมกราคม ปี 2010 จัดด์ได้แสดงประกบดเวย์น จอห์นสันในภาพยนตร์คอเมดีและแฟนตาซีโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง Tooth Fairy ในบทภรรยาของนักฮ็อกกี้ไมเนอร์ลีคผู้ตกอับ ผู้ถูกลงโทษให้ต้องทำหน้าที่นางฟ้าฟันน้ำนมหนึ่งสัปดาห์หลังจากบอกลูกสาวของตัวเองว่านางฟ้าฟันน้ำนมไม่มีอยู่จริง
                ในปี 2009 จัดด์ได้แสดงในภาพยนตร์อินดีเรื่อง Helen ที่เขียนบทและกำกับโดยแซนดรา เน็ตเติลเบ็ค เรื่องราวดรามาเรื่องนี้เล่าเรื่องของศาสตราจารย์ทางดนตรีชื่อเฮเลน (จัดด์) ผู้มีปัญหาเรื่องอาการซึมเศร้าและคนเดียวที่จะเข้าถึงความเจ็บปวดของเธอได้คือนักศึกษาสาวคนหนึ่ง Helen เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2009 และข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2010
                หลังจากที่กลับสู่รากเหง้าอินดี้ของเธอในปี 2006 จัดด์ก็ได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Come Early Morning ที่เขียนบทและกำกับโดยนักแสดงหญิง โจอี้ ลอเรน อดัมส์และในภาพยนตร์ไลออนส์เกทเรื่อง Bug ในบทคนสันโดษผู้ทุกข์ทรมานจากอาการหวาดระแวง Bug เขียนบทโดยเทรซี เล็ทส์ สร้างจากบทละครชื่อเดียวกันของเขาและกำกับโดยวิลเลียม ฟรายด์คิน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลอินเตอร์เนชันแนล เพรส อวอร์ดจากคานส์ในปี 2006 และการแสดงของจัดด์ก็ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมพอสมควร ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่จัดด์ได้ร่วมงานเทศกาลนี้นับตั้งแต่ที่เธอเปิดตัวด้วย Ruby in Paradise
                ด้านจอแก้ว จัดด์ได้เป็นประเด็นสำหรับภาพยนตร์สารคดีของเนชันแนล จีโอกราฟิก ที่เล่าถึงการเดินทางไปยังอินเดียของเธอในช่วงต้นปี 2007 ในฐานะทูตของยูธเอดส์ สารคดีเรื่องนี้ออกอากาศในวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเอดส์โลก ในปี 2006 สารคดีที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ออกอากาศทางเดอะ เลิร์นนิง แชนแนล ที่นำเสนอการเดินทางไปยังอเมริกากลางของจัดด์และเพื่อนของเธอ ผู้เป็นนักแสดง เฟมินิสต์และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ซัลมา ฮาเย็ค
                ในปี 2004 จัดด์ได้นำเสนอการแสดงที่กระทบอารมณ์ถึงจิตใจในบทสาวสังคม ลินดา ลี พอร์ตเตอร์ในภาพยนตร์ชีวประวัติโคล พอร์ตเตอร์ของเอ็มจีเอ็ม สตูดิโอส์เรื่อง De Lovely ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงชีวิตคู่ของพวกเขา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเพลงที่โด่งดังต่างๆ ของโคล พอร์ตเตอร์เช่น Anything Goes ภาพยนตร์เรื่อง De Lovely เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
                ช่วงต้นปี 2004 จัดด์ได้แสดงใน Twisted สำหรับผู้กำกับฟิลิป คอฟแมนและได้แสดงละครบรอดเวย์ในบทแม็กกี้ ตัวละครเอกในละครโดยเทนเนสซี วิลเลียมส์เรื่อง “Cat on a Hot Tin Roof” นานหกเดือน ละครเวทีเรื่อง “Cat on a Hot Tin Roof” อำนวยการสร้างโดยบิล เคนไรท์ และกำกับโดยแอนโธนี เพจและประสบความสำเร็จในทุกด้าน
                ปี 2002 ของจัดด์มีทั้งความหลากหลายและความสำเร็จ เธอได้รับบทเล็กๆ แต่สำคัญอย่างทีนา โมด็อตติในภาพยนตร์ชีวประวัติของฟรีดา คาห์โลที่กำกับโดยจูลี เทย์เมอร์ นอกเหนือจากนั้น เธอยังได้รับบทสมทบใน The Divine Secrets of the Ya-Ya Sisterhood ร่วมกับทีมนักแสดงที่น่าประทับใจของเรื่อง ซึ่งรวมถึงแซนดรา บุลล็อค, เอลเลน เบอร์สติน, แม็กกี้ สมิธและเจมส์ การ์เนอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยคอลลี คูรีและสร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ชื่อเดียวกันโดยรีเบ็กก้า เวลส์
                นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์โดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง High Crimes ซึ่งทำให้เธอได้กลับมาร่วมงานกับมอร์แกน ฟรีแมน เพื่อนร่วมแสดงของเธอจาก Kiss the Girls อีกครั้ง ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทโดยโจเซฟ ไฟน์เดอร์และกำกับโดยคาร์ล แฟรงค์ลิน นอกจากนี้ สำหรับทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ จัดด์ยังได้แสดงประกบเกร็ก คินเนียร์และฮิวจ์ แจ็คแมนใน Someone Like You สำหรับผู้กำกับโทนี โกลด์วิน เมื่อหันไปเล่นภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอเมดี จัดด์ก็ได้รับบทผู้อำนวยการสร้างรายการทอล์คโชว์ช่วงกลางวัน ผู้มีความรักกับผู้ควบคุมงานสร้างของรายการ
                ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของจัดด์รวมถึง Where the Heart Is ประกบนาตาลี พอร์ทแมน, ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศของบรูซ เบเรสฟอร์ดเรื่อง Double Jeopardy ประกบทอมมี ลี โจนส์สำหรับพาราเมาท์ และ Eye of the Beholder ประกบยวน แม็คเกรเกอร์ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในดรามาปี 1998 โดยวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์สเรื่อง Simon Birch ที่สร้างจากนิยายโดจอห์น เออร์วิงเรื่อง A Prayer for Owen Meaney อีกด้วย   
                ในปี 1997 จัดด์ได้แสดงประกบมอร์แกน ฟรีแมนในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยพาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง Kiss the Girls และภาพยนตร์เอ็มจีเอ็มเรื่อง The Locusts ซึ่งเธอแสดงประกบวินซ์ วอห์นและเคท แคปชอว์ นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงในภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง Heat ซึ่งทำให้เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมประกบโรเบิร์ต เดอนีโร, อัล ปาชิโนและวัล คิลเมอร์ ในฤดูร้อนปี 1996 เธอได้แสดงในภาพยนตร์โดยโจเอล ชูมัคเกอร์เรื่อง A Time to Kill ประกบซามวล แอล. แจ็คสัน, แซนดรา บุลล็อคและแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ ในปลายปี 1996 เธอได้แสดงประกบลุค เพอร์รีในคอเมดีตลกร้ายโดยจอห์น แม็คนัฟตันเรื่อง Normal Life นอกจากนั้น ในปี 1996 เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีและรางวัลลูกโลกทองคำจากบทนอร์มา จีน โดเกอร์ตี้ในซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Norma Jean & Marilyn" อีกด้วย
                จัดด์เปิดตัวผลงานละครเวทีเรื่องแรกใน "Busted" โปรดักชันของเนคเค็ด แองเจิลส์ ภายใต้การกำกับของทิโมธี ฮัตตัน หลังจากนั้น เธอก็ได้รับบทแมดจ์ในละครรางวัลพูลิทเซอร์โดยวิลเลียม อิงค์เรื่อง "Picnic" ที่ราวน์อเบาท์ เธียเตอร์ คัมปะนี ระหว่างที่ได้ถ่ายทำบทสมทบที่ตราตรึงใจในภาพยนตร์มิราแมกซ์เรื่อง Smoke ในบทลูกสาวของฮาร์วีย์ เคเทลและสต็อคการ์ด แชนนิง
                นอกจากนั้น จัดด์ยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการอำนวยการของพีเอสไอ (พ็อพพิวเลชัน เซอร์วิสเซส อินเตอร์เนชันแนลอีกด้วย) เธอเข้าร่วมพีเอสไอในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการในปี 2004 หลังจากเคยทำหน้าที่ทูตของ ยูธเอดส์ โครงการป้องกันและให้การศึกษาเกี่ยวกับเอชวีไอของพีเอสไอมาตั้งแต่ปี 2002 จัดด์ได้เยี่ยมชมโครงการของพีเอสไอในประเทศไทย กัมพูชา มาดากัสการ์ เคนยา แอฟริกาใต้ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส นิคารากัว เอลซัลวาดอร์ อินเดีย ราวันดา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในการทำงานของเธอ เธอได้เห็นชีวิตที่ถูกกดขี่และผู้ยากไร้ เพื่อช่วยสอนคนทั้งโลกเกี่ยวกับความจริงของความยากจนทั่วโลกและนำวิธีแก้มาคลี่คลายผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่มีต่อความอยุติธรรมทางสังคมและความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ
                จัดด์เป็นประเด็นของสารคดีรางวัลสามเรื่องที่ออกอากาศในกว่า 150 ประเทศทั่วโลกทางวีเอชวัน ดิสคัฟเวอรี แชนแนลและเนชันแนล จีโอกราฟิก แชนแนล ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการของพีเอสไอ จัดด์ได้ขึ้นปกนิตยสารมากมายและเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ทั้งในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เพื่อรณรงค์ให้มีการรับรู้เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ใกล้ตัว ทั้งเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศและการปัดเป่าปัญหาความยากจน จัดด์ได้ไปเยี่ยมบรรดานักกฎหมายในแคปิตอล ฮิล ได้พูดต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับเรื่องการค้ามนุษย์ ได้พูดที่เนชันแนล เพรส คลับ ได้ให้การต่อหน้าคณะกรรมการสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเรื่องการคุ้มครองผู้หญิงที่เปราะบางจากความรุนแรง การถูกกระทำรุนแรงทางเพศและเอชไอวี และล่าสุด เธอได้เป็นผู้เชี่ยวชาญของคลินตัน โกลบอล อินนิชิเอทีฟ เพื่อหารือในประเด็นเรื่องน้ำสะอาดและการเพิ่มอำนาจให้กับผู้หญิงในโลกที่กำลังพัฒนา
                พีเอสไอเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ตั้งอยู่ที่ดีซีและดำเนินการในกว่า 65 ประเทศ ด้วยโครงการเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย สุขอนามัยด้านการเจริญพันธุ์ การดำรงอยู่ของเด็กและเอชไอวี พีเอสไอได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ บริการและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งทำให้คนที่มีรายได้ต่ำและอยู่ในความเสี่ยงได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
                นอกจากนี้ เธอยังได้เป็นโฆษกให้กับองค์กรดีเฟนเดอร์ส ฟอร์ ไวลด์ไลฟ์และเดอะ เซียร์รา คลับ ทำให้เธอมีเวลาและบทบาทที่จะเคลื่อนไหวต่อต้านการล่าหมาป่าทางอากาศ (ดีเฟนเดอร์ส ฟอร์ ไวลด์ไลฟ์) และการกำจัดการทำเหมืองถ่านหินบนภูเขา (เดอะ เซียร์รา คลับ)
                จัดด์ นักศึกษาเกียรตินิยม ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าร่วมสมาคมไฟ เบต้า แคปป้า จากมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ เอกฝรั่งเศสและโทอีกสี่สาขา ได้ศึกษาเทคนิคการแสดงแบบไมส์เนอร์ ในตอนที่เธอไปฮอลลีวูดครั้งแรก ในเดือนพฤษภาคม ปี 2010 เธอได้รับปริญญาโทช่วงกลางการทำงานด้านการบริหารสาธารณะจากจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ สคูล ออฟ โกเวิร์นเมนต์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปัจจุบัน เธอกำลังศึกษาปริญญาเอกสาขานโยบายสาธารณะที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเบิร์คลีย์ ในตอนที่ไม่ได้เรียน เธอใช้ชีวิตอยู่ในเทนเนสซีกับสัตว์เลี้ยงแสนรักและมีความสุขกับชีวิตเงียบสงบในชนบท

                โจนาห์ เฮาเออร์-คิง (ลูคัส) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีรีส์บีบีซีเรื่องใหม่ “World on Fire” กับเลสลีย์ แมนวิลล์และเฮเลน ฮันท์และภาพยนตร์โดยฟรังซัวส์ จิราร์ดเรื่อง The Song of Names ประกบไคลฟ์ โอเวนและทิม ร็อธ ต้นปีนี้ เฮาเออร์-คิงได้แสดงประกบนาโอมิ วัตส์และบ็อบบี้ คันนาเวลในภาพยนตร์โดยเจมส์ เดอโมนาโกเรื่อง Once Upon a Time in Staten Island ปัจจุบัน เขามีผลงานเป็นซีรีส์บีบีซีเรื่อง Little Women ประกบมายา ฮอว์คและ Old Boys ประกบอเล็กซ์ ลอว์เธอร์ หลังจากนี้ เขาจะได้แสดงใน Ashes in Snow ที่เข้าฉายในเดือนมกราคม นอกจากนี้ เขายังได้แสดงละครเวสต์เอนด์เรื่อง “The Entertainer” ประกบเคนเนธ บรานาห์อีกด้วย เขาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นสถานศึกษาของนักแสดงชื่อดังอย่างเอ็ดดี้ เรดเมย์นและทอม ฮิดเดิลสตัน

                เอ็ดเวิร์ด เจมส์ ออลโมส (แอ็กเซล) ประสบความสำเร็จอย่างพิเศษสุดในฐานะนักแสดง ผู้อำนวยการสร้างและนักมนุษยธรรม นักแสดงผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี, เอ็มมีและอคาเดมี อวอร์ดคนนี้อาจเป็นที่รู้จักดีที่สุดในบรรดาผู้ชมรุ่นเยาว์จากผลงานของเขาในซีรีส์ไซไฟเรื่อง “Battlestar Galactica” ในบทนายพลวิลเลียม อดามา แม้ว่าซีรีส์นี้จะทำให้เขายุ่งเสมอระหว่างปี 2003-2009 แต่มันก็ไม่ได้หยุดยั้งเขาจากการกำกับภาพยนตร์เอชบีโอเรื่อง Walkout ในปี 2007 ซึ่งทำให้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดีจีเอ อวอร์ดสาขากำกับยอดเยี่ยมภาพยนตร์สำหรับโทรทัศน์
                ผลงานของเขาในวงการบันเทิงครอบคลุมกว่า 30 ปี ระหว่างนั้น เขาได้สร้างสไตล์และสุนทรียศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเขาใช้กับทุกงานของเขา โดยเขามักสร้างตัวะครจากความหนักแน่นและสมจริง ความมุ่งมั่นที่เขามีต่องานของเขาทำให้เขาได้รับความสนใจจากคนในวงการและผู้ชมทั่วโลก
                ออลโมสเดิมเป็นนนักดนตรี เขาได้ชิมลางงานแสดง ด้วยการแสดงในละครเวทีฟอร์มเล็กหลายเรื่อง จนกระทั่งเขาได้รับบท เอล ปาชูโก้ใน “Zoot Suit” ละครเวทีเรื่องนั้นได้เปิดการแสดงบนเวทีบรอดเวย์และเขาก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนีจากบทนั้น ซึ่งเขาได้กลับมารับบทนี้อีกครั้งในเวอร์ชันภาพยนตร์ในปี 1981 
                ออลโมสได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Wolfen, Blade Runner และ The Ballad of Gregorio Cortez ก่อนที่จะแสดงในบทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบันของเชา ร้อยโทมาร์ติน คัสติลโยในซีรีส์ยุค 80s เรื่อง “Miami Vice” ประกบดอน จอห์นสันและฟิลิป ไมเคิล โธมัส ระหว่างที่เขาแสดงในซีรีส์ของไมเคิล แมนน์เรื่องนี้ ออลโสก็ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลลูกโลกทองคำและหนึ่งรางวัลเอ็มมี อวอร์ด และคว้ารางวัลมาได้อย่างละหนึ่งรางวัล
                ในปี 1988 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากบทเจมี เอสคาเลนเต้ใน Stand and Deliver เขาได้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา American Me ซึ่งเขาร่วมแสดงด้วย ในปี 1992
                ความรักที่เขามีให้กับงานศิลปะเพิ่มพูนขึ้นทุกปี แต่เขาก็ไม่เคยลืมที่จะตอบแทนสังคมที่สนับสนุนเขาด้วยความมุ่งมั่นและกำลังใจ เขาเป็นผู้สนับสนุน โฆษกและนักมนุษยธรรมระดับโลก ที่ทำงานกับองค์กรต่างๆ มากมายเช่น แธงค์กิ้ว โอเชียน, โปรเจ็กต์ โฮป ฟาวน์เดชัน, ชิลเดรนส์ ฮอสพิทัล ออฟ ลอสแองเจลิส, เดอะ บอยส์ แอนด์ เกิร์ลส์ คลับ ออฟ อเมริกา, เดอะ ริเวอร์ คีพเพอร์ส, ดร.แอนดรอส เดียเบติก ฟุ้ท โกลบอล คอนเฟอร์เรนซ์และเขาก็ได้พูดในโรงเรียน มหาวิทยาลัยและบริษัทต่างๆ มากกว่า 150 ครั้งต่อไป
                ผลงานอื่นๆ ในฐานะนักแสดงรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง My Family/Mi Familia; Selena ซึ่งเป็นภาพยนตร์แจ้งเกิดสำหรับเจนนิเฟอร์ โลเปซและภาพยนตร์เรื่อง In the Time of Butterflies ซึ่งเขารับบทราฟาเอล ลีโอนิดัส ทรูจิลโล ผู้นำเผด็จการของสาธารณรัฐโดมินิกัน ด้านจอแก้ว เขาได้รับบทประจำเป็นผู้พิพากษาศาลสูงของอเมริกา โรแบร์โต้ เมนโดซาในดรามาเอ็นบีซีเรื่อง The West Wing,” รับบทพ่อม่ายในดรามาทางพีบีเอสเรื่อง “American Family: Journey of Dreams” และเมื่อเร็วๆ นี้ เขาก็เพิ่งกำกับคลิปดังทางยูทูป “The Short Film BP Doesn’t Want You to See” ที่ได้ฉายทางแลร์รี คิง/ซีเอ็นเอ็นด้วย

                อเล็กซานดรา ชิปป์ (โอลิเวีย) เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทนางเอกสาวทรงผมโมฮอว์ค สตอร์มในภาพยนตร์โดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง X-Men: Apocalypse โดยเธอรับบทเป็นสตอร์มวัยสาว ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้บทมนุษย์กลายพันธุ์นี้ให้กลายเป็นบทของเธอ เธอได้นำเสนอสตอร์มในมุมมองใหม่ และจะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน X-Men: Dark Phoenix ที่มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 มิถุนายน ปี 2019
                ชิปป์ได้รับรางวัลวีเมน อิน ฟิล์ม เฟซ ออฟ เดอะ ฟิวเจอร์ อวอร์ด จากความสำเร็จด้านการแสดงที่พิเศษสุดของเธอและสไตล์และความสง่างามที่เป็นอมตะของเธอ เธอได้รับรางวัล 201 วีเมน อิน ฟิล์ม คริสตัล+ลูซี อวอร์ด นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลไรซิง สตาร์ อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์นาปา วัลลีย์ปี 2018 อีกด้วย
                เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์นิวไลน์เรื่อง Son of Shaft ประกบซามวล แอล. แจ็คสันและเรจินา คิง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 17 มิถุนายน ปี 2019 ปัจจุบัน เธออยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ออริจินอลทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง All the Bright Places ที่สร้างจากนิยายสำหรับเยาวชนยอดนิยม เธอจะได้แสดงประกบแอล แฟนนิงในเรื่องนี้
                เมื่อเร็วๆ นี้ เธอได้แสดงในภาพยนตร์เกี่ยวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยฟ็อกซ์ 2000 เรื่อง Love, Simon ที่สร้างจากหนังสือยอดนิยมสำหรับเยาวชนเรื่อง Simon vs. the Homo Sapien Agenda ในภาพยนตร์เรื่องนั้น เธอได้แสดงประกบนิค โรบินสันและแคธริน แลงฟอร์ด เธอได้แสดงในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์เรื่อง Straight Outta Compton ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติทางดนตรีที่ทำรายได้สูงสุดตลอกาล ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอรวมถึงภาพยนตร์ที่มีนักแสดงนำสองคนเรื่อง Tragedy Girls ประกบบรีแอนนา ฮิลเดอร์แบรนด์จาก Deadpool และบทเอไลยาห์ในภาพยนตร์ชีวประวัติไลฟ์ไทม์เรื่อง Aaliyah: Princess of R&B
                ชิปป์มาจากเมืองฟินิกซ์ รัฐอริโซนา เธอย้ายไปลอสแองเจลิสเพื่อยึดอาชีพนักแสดงเมื่ออายุได้ 17 ปี เธอเป็นที่รู้จักบทเคที รัช ในซีรีส์ดรามาวัยรุ่นปริศนาทางนิคเคลโลเดียนเรื่อง “House of Anubis” และเปิดตัวในวงการภาพยนตร์ด้วยภาพยนตร์ฟ็อกซ์เรื่อง Alvin and the Chipmunks: The Squeakquel ในบทวาเลนตินา นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว เธอยังเป็นนักแต่งเพลง นักเปียโนและมือกีตาร์อีกด้วย ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

                จากคนจากเมืองเล็กๆ ในโอกลาโฮมาสู่การเป็นนักแสดงและนักดนตรีที่โด่งดังระดับโลก เวส สตูดี้ (สารวัตรไมก้า) มองว่ามันเกิดจากความทุ่มเทและแบ็คกราวน์หลากหลายของเขา ที่ทำให้เขาสามารถสวมบทตัวละครอย่างทรงพลัง จนเปลี่ยนแปลงแบบฉบับของฮอลลีวูดไปตลอดกาล
                ประสบการณ์ชีวิตที่รุ่มรวยของเขาทำให้สตูดี้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ด้วยการแสดงที่ตราตรึงใจใน Dances with Wolves, The Last of the Mohicans, Geronimo: An American Legend และ Heat รวมถึง Avatar โดยเจมส์ คาเมรอนและภาพยนตร์โดยพอล ไวซ์เรื่อง Being Flynn ล่าสุด เขาได้แสดงประกบคริสเตียน เบลในภาพยนตร์ดังเรื่อง Hostiles ที่กำกับโดยสก็อต คูเปอร์ ผู้ซึ่งสตูดี้ได้ร่วมงานด้วยในโปรเจ็กต์อีกเรื่องหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ความแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นคือการที่เขาได้นำตัวละครเนทีฟ อเมริกันที่มีมิติสมบูรณ์มาสู่จอเงิน และยกระดับการแสดงของตัวเองไปอีกครั้ง ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของชาวเนทีฟ อเมริกันในบทที่ไม่ได้เป็นไปตามแบบฉบับ
                ในปี 2013 ชื่อของเขาได้รับการบรรจุอยู่ในฮอลล์ ออฟ เกรท เวสเทิร์น เพอร์ฟอร์เมอร์สของพิพิธภัณฑ์เนชันแนล คาวบอย แอนด์ เวสเทิร์น แฮริเทจ ตลอดการทำงาน 30 ปี เขาได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงหลายรางวัลเฟิร์สท์ อเมริกันส์ อิน ดิ อาร์ตส์ อวอร์ดและรางวัลความสำเร็จแห่งชีวิตจากเทศกาลภาพยนตร์ซานตา เฟในปี 2009 อีกด้วย
                น่าสนใจที่การแสดงไม่เคยเป็นเป้าหมายในชีวิตวัยหนุ่มของสตูดี้เลย แตกต่างจากนักแสดงหลายๆ คนที่ทุ่มเทให้กับการแสดงตั้งแต่อายุน้อย เขากลับค้นพบการแสดงในช่วงหลังจากนั้น
                สตูดี้ ลูกชายของคนงานบ้านไร่ เกิดในปี 1947 ในโนไฟร์ ฮัลโลว์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐโอกลาโฮมา เขาพูดแต่ภาษาเชโรกีจนกระทั่งอายุได้ห้าขวบ เมื่อเขาเข้าเรียนโรงเรียนรัฐที่เมอร์เรล โฮม หลังจากนั้น เขาก็เข้าศึกษาที่ชิล็อกโก อินเดียน บอร์ดดิ้ง สคูลทางตอนเหนือของรัฐโอกลาโฮมา ที่เขาศึกษาจนจบระดับไฮสคูล แต่แตกต่างจากเพื่อนนักเรียนชาวเนทีฟ อเมริกันของเขา เขาไม่เคยลืมเลือนภาษาพื้นถิ่นของตัวเอง
                สตูดี้เข้ารับใช้กองทัพสหรัฐฯ และระหว่างประจำการอยู่ที่ป้อมเบนนิง รัฐจอร์เจีย เรื่องราวจากทหารผ่านศึกเวียดนามที่กลับมาทำให้เลือดของเขาพลุ่งพล่าน ทั้งๆ ที่มีเวลาเหลือเพียง 12 เดือนจากระยะเวลาประจำการทั้งหมดหกปี สตูดี้ได้อาสาไปเวียดนาม เขาได้ออกรบที่เวียดนามใต้หนึ่งครั้งกับกองพลทหารราบที่เก้าในสามเหลี่ยมแม่โขง และสร้างเรื่องราวในสงครามของตัวเองขึ้นมา ในตอนหนึ่ง กลุ่มของเขาถูกปิดล้อมที่สามเหลี่ยมแม่โขง และเกือบจะตายจากลูกปืนของฝ่ายเดียวกัน
                หลังจากเกษียณอายุราชการทหารอย่างภาคภูมิแล้ว สตูดี้ก็ได้กลับบ้านพร้อมกับความมุ่งมั่นและได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองของชาวเนทีฟ อเมริกันอย่างมาก เขาได้เข้าร่วมอเมริกัน อินเดียน มูฟเมนต์ (เอไอเอ็ม) และมีส่วนร่วมในการเดินขบวนประท้วงเทรล ออฟ โบรคเคน ทรีทตี้ส์ในปี 1972 ที่นักเคลื่อนไหวชาวเนทีฟ อเมริกันหลายร้อยคนได้เดินขบวนในวอชิงตัน เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงที่ได้ยึดครองอาคารสำนักงานของสำนักกิจการอินเดียนที่นั่น ในปี 1973 สตูดี้ได้มีส่วนร่วมในการยึดครองวูนด์เด็ด นี ในรัฐเซาธ์ดาโกต้า ที่ซึ่งเขาถูกจับกุมตัว
                ปัจจุบัน สตูดี้มองว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาเป็นรูปแบบหนึ่งของการชำระล้างจิตใจหลังสงครามเวียดนาม “ผมเริ่มกำจัดความรู้สึกเลวร้ายภายในตัวเอง” เขากล่าว พลางเสริมว่าที่เขาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงเพราะ “ผมอยากจะทำให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จะส่งผลกระทบต่อคนของผมครับ”
                เมื่อตระหนักว่าเส้นทางปัจจุบันของเขาจะนำไปสู่การทำลายตัวเอง สตูดี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองและหันเหความรู้สึกของเขาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในแง่บวก ไม่นานหลังจาก Wounded Knee สตูดี้ก็ย้ายไปเมืองทาห์เลควอห์ รัฐโอกลาโฮมา ที่ซึ่งเขาได้ทำงานกับเชโรกี เนชันและช่วยก่อตั้งเชโรกี ฟินิกซ์ หนังสือพิมพ์สองภาษาที่ยังคงตีพิมพ์อยู่จนถึงปัจจุบัน ระหว่างนั้น สตูดี้ได้ใช้ทักษะด้านภาษาของเขาในการทำงานและเริ่มสอนภาษาเชโรกีในชุมชน หลังจากนั้น เขาก็เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์นในเมืองทาห์เลควอห์ และเขาก็เดินหน้าสร้างอิทธิพลแง่บวกกับคนของเขาด้วยผลงานของเขาต่อไป
                หลังสำเร็จการศึกษา สตูดี้ก็สนใจที่จะเปิดโรงเลี้ยงม้าของตัวเองและกลายเป็นครูฝึกม้ามืออาชีพ ระหว่างนี้เองที่เขาเริ่มแสดงที่ดิ อเมริกัน อินเดียน เธียเตอร์ คัมปะนีในเมืองทัลซาในปี 1983 ที่ซึ่งเขาพบทั้งความตื่นเต้นอย่างที่เขาโหยหาและการปลดปล่อยอย่างที่เขาต้องการ “เมื่อคุณสามารถปลดปล่อยความรู้สึกพวกนั้นในรูปแบบการแสดงได้ มันก็ดีต่อสุขภาพมากกว่าเก็บมันไว้ข้างใจครับ” เขาพูดถึงการได้ค้นพบการแสดง
                สตูดี้ได้ขึ้นเวทีแสดงอาชีพครั้งแรกในปี 1984 ด้วย “Black Elk Speaks” และเขาก็ไม่เคยหันหลังกลับอีกเลย เมื่อเขาประสบความสำเร็จบนเวทีมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ได้เริ่มแสดงให้กับเนบราสกา พับลิค เทเลวิชัน ในฤดูร้อนปี 1985 ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ย้ายไปลอสแองเจลิส และคว้าบทในภาพยนตร์เรื่องแรกได้ใ Powwow Highway และเปิดตัวในแวดวงจอแก้วด้วยภาพยนตร์โดยเอบีซี ทีวีเรื่อง Longarm ในปี 1988
                ในปี 1990 สตูดี้ได้รับบทนักรบเผ่าพอว์นีย์ที่น่าจดจำใน Dances with Wolves สองปีให้หลัง เขาได้รับบท มากัว ในภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่อง The Last of the Mohicans ซึ่งเป็นการแสดงที่ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจ
                สตูดี้ได้ใช้ประสบการณ์การฝึกฝนการต่อสู้ ความโกรธเกรี้ยวและความรู้สึกที่ถูกบังคับให้ต้องโดดเดี่ยวมาใช้กับการรับบทมากัว ผู้คั่งแค้น ไม่นานนัก เขาก็เป็นที่รู้จักจากการแสดงตัวละครเนทีฟ อเมริกันที่แข็งแกร่ง เมื่อเขาพยายามนำเสนอตัวละครเหล่านี้ด้วยความสมจริงและชัดเจน
                เขาได้รับบทตัวเอกในภาพยนตร์ที่กำกับโดยวอลเตอร์ ฮิลเรื่อง Geronimo: An American Legend (1993) ประกบยีน แฮ็คแมนและโรเบิร์ต ดูวัลล์ ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลเวสเทิร์น แฮริเทจ อวอร์ด นอกจากนี้ เขายังได้แสดงอย่างน่าจดจำในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น Heat (1995) ในบทคู่หูของอัล ปาชิโน, Deep Rising (1998) และ Mystery Men (1999) ในปี 2002 เขาได้เนรมิตชีวิตให้กับสารวัตรโจ ลีพฮอร์น ตัวละครในตำนานในภาพยนตร์พีบีเอสที่อำนวยการสร้างโดยโรเบิร์ต เรดฟอร์ดและสร้างจากหนังสือโดยโทนี ฮิลเลอร์แมนเรื่อง Skinwalkers, Coyote Waits และ A Thief of Time
                ผลงานที่โดดเด่นเรื่องอื่นๆ ของสตูดี้รวมถึง The Only Good Indian ซึ่งเขาอำนวยการสร้างด้วย, The New World, Street Fighter, Seraphim Falls, Three Priests และภาพยนตร์ชื่อดังที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง Crazy Horse, Comanche Moon, Streets of Laredo, Broken Chain และ Bury My Heart at Wounded Knee ผลงานจอแก้วของเขายังรวมถึง “Penny Dreadful,” “The Red Road,” “The Mentalist,” “Hell on Wheels” และบทนายพลแอ็บเนอร์ใน “Kings” ด้วย
                ที่บ้าน พรสวรรค์ด้านศิลปะของสตูดี้ครอบคลุมนอกเหนือการแสดงด้วย เขาเป็นช่างแกะสลักหินที่ชำนาญ หลักๆ แล้ว เขาจะทำงานกับหินสบู่และหินเนื้ออ่อนอื่นๆ นอกจากนี้ เขายังเป็นนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จด้วย เขาเล่นเบสและกีตาร์ให้กับวงไฟร์แคท ออฟ ดิสคอร์ด ร่วมกับภรรยาของเขา เมารา ดูห์ นักร้อง โดยหลักๆ แล้ว พวกเขาจะเล่นดนตรีที่แต่งขึ้นเอง ไฟร์แคทได้ออกอัลบัมชื่อเดียวกับวงมาในปี 1998 และได้ทัวร์แสดงดนตรีในอเมริกาในปี 2000 ดนตรีของพวกเขายังปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ขนาดสั้นโดยบอนนี ลุคส์อเวย์เรื่อง Iron Art Wagon ซึ่งสตูดี้กำกับด้วย
                นอกเหนือจากนั้น สตูดี้ยังได้เขียนหนังสือสำหรับเด็กสองเล่มคือ The Adventures of Billy Bean และ More Adventures of Billy Bean สำหรับเชโรกี ไบลิงกัว/ครอส คัลเจอรัล เอดดูเคชัน เซ็นเตอร์ ในปี 2006 สตูดี้ได้รับรางวัลโกลเดน บู๊ท อวอร์ด
                สตูดี้ยังคงเป็นนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการผู้มุ่งมั่น เขารับตำแหน่งผู้นำระดับประเทศในการสนับสนุนและอนุรักษ์ภาษาดั้งเดิม และทำหน้าที่เป็นโฆษกให้กับสถาบันอินดิจินียส แลงเกวจ ที่ซานตา เฟ และทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านภาษาในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง Avatar และสารคดีทางพีบีเอสเรื่อง We Shall Remain เขามีบทบาทในการสนับสนุนผู้กำกับและนักแสดงรุ่นใหม่ ด้วยการสอนและมีส่วนร่วมในหลักสูตรการฝึกฝนด้วย สตูดี้และเมาราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองซานตา เฟ รัฐนิวเม็กซิโก พวกเขามีลูกชายหนึ่งคนชื่อโคลาน สตูดี้เองก็มีลูกชายหนึ่งคนคือแดเนียลและลูกสาวอีกหนึ่งคนชื่อลีอาห์ จากการสมรสครั้งก่อน

                ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด (เบลลา) ยังคงแสดงถึงความเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์และความสามารถอย่างหลากหลาย ทั้งบนหน้าจอและเบื้องหลัง หลังจากนี้ เธอจะได้แสดงภาพยนตร์พาราเมาท์เรื่อง Rocketman ที่อำนวยการสร้างโดยแมทธิว วอห์น ร่วมกับเอลตัน จอห์นและเดวิด เฟอร์นิช ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นชีวประวัติของตำนานดนตรีคนดัง ที่มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 17 พฤษภาคม ปี 2019 ในฐานะคนทำงานเบื้องหลัง โฮเวิร์ดจะได้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายโดยแมทธิว ควิกเรื่อง Sorta Like a Rockstar สำหรับเน็ตฟลิกซ์ รวมถึงสารคดียาวเรื่อง Dads กับอิเมจิน เอนเตอร์เทนเมนต์
                ต้นปีนี้ โฮเวิร์ดได้แสดงประกบคริส แพรทท์ในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง Jurassic World: Fallen Kingdom ซีเควลของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ในบ็อกซ์ออฟฟิศปี 2015 เรื่อง Jurassic World ในปี 2017 โฮเวิร์ดได้แสดงประกบแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ในภาพยนตร์โดยสตีเฟน กาแกนเรื่อง Gold ปีก่อนหน้านี้ เธอได้แสดงในเอพิโซดของซีรีส์ดังทางเน็ตฟลิกซ์เรื่อง “Black Mirror” เอพิโซด “Nosedive” ของเธอที่กำกับโดยโจ ไรท์ ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงารงวัลแซ็ก อวอร์ดปี 2017 สาขาการแสดงยอดเยี่ยมโดยนักแสดงหญิงในภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์หรือซีรีส์ที่ฉายแบบจำกัด
                ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ รวมถึงภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง Pete’s Dragon ประกบโรเบิร์ต เรดฟอร์ด, ภาพยนตร์โดยคลินท์ อีสต์วู้ดเรื่อง Hereafter ประกบแมทท์ เดมอน, 50/50 ประกบเซธ โรแกนและโจเซฟ กอร์ดอน-เลวิทท์, ภาพยนตร์รางวัลโดยเทท เทย์เลอร์ที่ดัดแปลงจากเรื่อง The Help และ The Twilight Saga: Eclipse, ภาพยนตร์โดยเทนเนสซี วิลเลียมส์เรื่อง The Loss of a Teardrop Diamond, ภาพยนตร์โดยแม็คจีเรื่อง Terminator Salvation, ภาพยนตร์โดยแซม ไรมีเรื่อง Spider-Man 3, ภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ขยามาลานเรื่อง Lady in the Water และภาพยนตร์โดยลาร์ส ฟอน ทรีเออร์เรื่อง Manderlay โฮเวิร์ดเปิดตัวในภาพยนตร์โดยเอ็ม. ไนท์ ชยามาลานเรื่อง The Village ประกบวาคิน ฟินิกซ์ นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำปี 2008 จากการแสดงบท โรซาลินด์ ในภาพยนตร์เอชบีโอที่สร้างจากละครเชคสเปียร์เรื่อง As You Like It ที่เขียนบทและกำกับโดยเคนเนธ บรานาห์อีกด้วย
                โฮเวิร์ดได้กำกับแคมเปญต่างๆ มากมายเช่น “Project Imagination” ของแคนอน, “Inspired” ของโมร็อกกันออยล์, “Decade Series” ของวานิตี้ แฟร์ร่วมด้วยเรดิคัล มีเดียและ “Reel Moments” ของนิตยสารกลาเมอร์ นอกจากนั้น โฮเวิร์ดยังได้กำกับซูเปอร์วิดีโอ  “M83’s Claudia Lewis” ให้กับเอ็มทีวี, “Five More: Call Me Crazy” ให้กับโซนีและไลฟ์ไทม์และ “Solemates” ร่วมกับ   “Project Imagination: The Trailer” ของแคนอน ซึ่งเข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2016 ด้วยผลงานภาพยนตร์ขนาดสั้นหลายสิบเรื่อง เธอได้รับรางวัลมากมายจากผลงานของเธอ รวมถึงการถูกพิจารณาสำหรับการชิงชัยในเวทีออสการ์ปี 2012 ด้วยภาพยนตร์ครึ่งชั่วโมงเรื่อง When You Find Me ของเธอ นอกจากนี้ เธอยังได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์โซนี คลาสสิกส์เรื่อง Restless ที่นำแสดงโดยไมอา วาสิโคว์สก้า ร่วมกับผู้กำกับกัส แวน แซงต์อีกด้วย Restless ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตปี 2011 และเป็นภาพยนตร์เปิดในส่วนของภาพยนตร์น่าจับตามองของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2011
                หลังจากที่โบกมือลาหลักสูตรของทิสช์ สคูล ออฟ ดิ อาร์ตส์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เพื่อแสดงละครบนเวทีละครนิวยอร์กแล้ว โฮเวิร์ดก็ได้แสดงละครบรอดเวย์เรื่อง “Tartuffe” โปรดักชันของราวน์อเบาท์, “As You Like It” ในพับลิค เธียเตอร์, “House/Garden” โดยอลัน แอ็คเบิร์น ที่แมนฮัตตัน เธียเตอร์ คลับและใน “Our Town” โปรดักชันของเบย์ สตรีท เธียเตอร์ เฟสติวัล
                โฮเวิร์ดเป็นผู้ก่อตั้งไนน์ มิวเซส เอนเตอร์เทนเมนต์ และปัจจุบัน เขาเป็นอาจารย์รับเชิญที่คิดและสอนคอร์สเรียนใหม่ที่เอ็นวายยู ทิสช์ สคูล ออฟ ดิ อาร์ตส์ ภายในคณะการละคร

ประวัติทีมผู้สร้าง
                ชาร์ลส์ มาร์ติน สมิธ (ผู้กำกับ) เป็นผู้กำกับและนักแสดงมากประสบการณ์ ผู้มีผลงานกว้างขวางทั้งหน้าและหลังกล้อง
                ก่อนหน้านี้ เขาได้กำกับภาพยนตร์ยอดนิยมสำหรับครอบครัวปี 2011 เรื่อง Dolphin Tale ที่นำแสดงโดยแฮร์รี คอนนิค จูเนียร์, แอชลีย์ จัดด์, นาธาน แกมเบิลและมอร์แกน ฟรีแมน และกลับมาเขียนบทและกำกับซีเควลเรื่อง Dolphin Tale 2 ในปี 2014 ภาคแรก ซึ่งเล่าเรื่องจริงน่าอัศจรรย์ของปลาโลมาชื่อวินเทอร์บนจอเงิน ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเจเนซิส อวอร์ดจากสมาคมฮิวเมน โซไซตี้แห่งอเมริกา ก่อนหน้านี้ เขาได้กำกับและเขียนบทดรามาอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Stone of Destiny ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปาล์มบีชปี 2009 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ปิดงานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตปี 2008 และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตา สก็อตแลนด์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงหกรางวัลลีโอ อวอร์ด รวมถึงสามรางวัลสำหรับสมิธในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม บทยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
                สมิธผู้ถูกค้นพบโดยเอเจนท์ระหว่างแสดงบทซานโช แพนซาในละครเรื่อง “Man of La Mancha” โปรดักชันโรงเรียนซานเฟอร์นันโด วัลลีย์ ไฮสคูล โด่งดังในฐานะนักแสดงครั้งแรกในช่วงต้นยุค 70s ในฐานะส่วนหนึ่งของทีมนักแสดงของภาพยนตร์ดังปี 1973 โดยจอร์จ ลูคัสเรื่อง American Graffiti ซึ่งรวมถึงริชาร์ด ดรายฟัสและรอน โฮเวิร์ด เขาโดดเด่นนบทเทอร์รี เดอะ โท้ด หนุ่มเนิร์ด ผลงานภาพยนตร์ช่วงเริ่มแรกของเขายังรวมถึง The Buddy Holly Story, Pat Garrett and Billy the Kid โดยแซม เพ็คคินพาห์, Starman โดยจอห์น คาร์เพนเตอร์และ The Untouchables โดยไบรอัน เดอ พัลมา เขาได้รับเสียงชื่นชมมากมายจากบทฟาร์ลีย์ โมวัท นักวิจัยที่มีชีวิตอยู่จริง ผู้บุกตะลุยทุ่งน้ำแข็งทุนดราของแคนาดาเพื่อศึกษาเรื่องหมาป่าในภาพยนตร์ดรามาผจญภัยปี 1983 ของแคร์รอล บัลลาร์ดเรื่อง  Never Cry Wolf ในปี 2003 เขาได้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง The Snow Walker ที่สร้างจากหนังสือของโมวัทเรื่อง Walk Well My Brother และนำแสดงโดยแบร์รี เป็ปเปอร์ นอกเหนือจากนั้น เขายังได้กำกับภาพยนตร์ยอดนิยมสำหรับครอบครัวเรื่อง Air Bud และได้กำกับและร่วมแสดงในทั้ง Fifty/Fifty และภาพยนตร์เสียดสีสยองขวัญปี 1986 เรื่อง Trick or Treat อีกด้วย
                นอกจากนี้ สมิธยังได้กำกับโปรเจ็กต์จอแก้วหลายเรื่อง รวมถึงเอพิโซดสองชั่วโมงของซีรีส์ “Buffy the Vampire Slayer” ซึ่งเปิดตัวซีรีส์ยอดนิยมเรื่องนี้, หลายเอพิโซดของซีรีส์สัญชาติแคนาดาเรื่อง “Da Vinci’s Inquest” ซึ่งเขามีบทประจำด้วย และภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์อย่าง Icon และ Roughing It นอกจากนั้น เขายังได้เขียนบทและควบคุมงานสร้างภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์เรื่อง The Clinic อีกด้วย

                กาวิน โพโลน (ผู้อำนวยการสร้าง) เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยที่อินเตอร์เนชันแนล ครีเอทีฟ เมเนจเมนต์ในปี 1985 และได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นเอเจนท์ไม่นานหลังจากนั้น เขาออกจากไอซีเอ็มในปี 1989 เพื่อร่วมงานกับเบาเออร์/เบเนเด็ค เอเจนซีบูทิคระดับแนวหน้า เบาเออร์/เบเนเด็คได้พัฒนากลายเป็นยูไนเต็ด ทาเลนท์ เอเจนซี ที่ซึ่งเขากลายเป็นหุ้นส่วนเมื่ออายุได้ 29 ปี ระหว่างทำงานที่นั่น โพโลนได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกโทรทัศน์ จนกระทั่งเขาอำลาอาชีพเอเจนท์ของตัวเองในปี 1996 เมื่อเขาได้ร่วมมือกับจูดี้ ฮอฟฟลันด์เพื่อก่อตั้งฮอฟฟลันด์/โพโลน บริษัทโปรดักชันและจัดการบุคลากร ผ่านทางฮอฟฟลันด์/โพโลน เขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Curb Your Enthusiasm” และซีรีส์ซีดับบลิวเรื่อง “Gilmore Girls” ในฤดูร้อนปี 2001 โพโลนได้ก่อตั้งบริษัทโปรดักชันชื่อ พาเรียห์ พาเรียห์ได้อำนวยการสร้างซีรีส์หลายเรื่อง รวมถึง “Revelations” สำหรับเอ็นบีซี, “Tell Me You Love Me” สำหรับเอชบีโอ, “My Boys” สำหรับทีบีเอส, “The Bachelorette Party” สำหรับอ็อกซิเจน, “Jane By Design” และ “Twisted” สำหรับเอบีซี แฟมิลี
                ด้านภาพยนตร์ โพโลนได้อำนวยการสร้าง When Trumpets Fade ให้กับเอชบีโอ, Drop Dead Gorgeous ให้กับนิวไลน์, Stir of Echoes ให้กับอาร์ทิซัน, Premium Rush, Panic Room, Secret Window และ Zombieland ให้กับโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ผลงานภาพยนตร์อินดีของเขาได้แก่ Conan O’Brien Can’t Stop, Seeing Other People, and Nerdland. Little Manhattan และ My Super Ex-Girlfriend สำหรับนิวรีเจนซีและทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์, Primeval สำหรับดิสนีย์, Ghost Town สำหรับดรีมเวิร์คส์ A Dog’s Purpose สำหรับแอมบลิน เอนเตอร์เทนเมนต์ ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างการทำงานขั้นตอนโพสต์โปรดักชันให้กับ A Dog’s Journey ซีเควลของ A Dog’s Purpose และกำลังอยู่ระหว่างเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Zombieland 2 กับโคลัมเบีย พิคเจอร์ส
                เขาดำรงตำแหน่งบรรณาธิการงานเขียนให้กับฮอลลีวูด รีพอร์ตเตอร์และได้เขียนบทความให้กับสิ่งพิมพ์หลายฉบับรวมถึงนิวยอร์ก แม็กกาซีนและจีคิวด้วย

                ดับบลิว. บรูซ คาเมรอน (มือเขียนบท) เป็นนักเขียนเจ้าของรางวัล ผู้มีผลงานเป็นหนังสือที่ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์และยูเอสเอ ทูเดย์เรื่อง A Dog’s Way Home และชุดหนังสือสองเล่มจบของเขา A Dog’s Purpose และ A Dog’s Journey เขาเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อประเด็นเกี่ยวกับสัตว์ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาได้รับรางวัลโรเบิร์ต เบนช์ลีย์ อวอร์ด ฟอร์ ฮิวเมอร์ และได้รับการยกย่องให้เป็นคอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์แห่งปีโดยสมาคมคอลัมน์นิสต์หนังสือพิมพ์แห่งชาติ เขาได้รับการยกย่องจากสมาพันธ์ผู้ขายหนังสือชาวอเมริกันให้เป็นตัวเลือกถัดไปของชาวอินดี้และ A Dog’s Purpose ก็ติดอันดับหนึ่งในห้าในประเภทนิยายของโพลล์กู๊ดรีดส์ 2010 ชอยส์ อวอร์ดของผู้อ่านอีกด้วย

                แคธริน มิชอน (มือเขียนบท) เป็นมือเขียนบทร่วมกับสามีของเธอผู้เป็นนักเขียน ดับบลิว. บรูซ คาเมรอน ในการเขียนบทภาพยนตร์ทุกเรื่องที่สร้างขึ้นจากนิยายของเขา รวมถึงภาพยนตร์โดยแอมบลิน/ยูนิเวอร์แซลเรื่อง A Dog’s Purpose และภาพยนตร์ที่กำลังจะเข้าฉายของแอมบลิน/ยูนิเวอร์แซลเรื่อง A Dog’s Journey นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้กำกับภาพยนตร์อีกด้วย เธอได้อำนวยการสร้าง กำกับและร่วมเขียนบทภาพยนตร์ไลออนส์เกทเรื่อง Cook Off! ซึ่งเธอนำแสดงประกบเมลิสซา แม็คคาร์ธีย์, เบน ฟัลคอนและเวนดี้ แม็คเลนดอน-โควีย์ เธอได้ร่วมเขียนบทและกำกับภาพยนตร์เรื่อง Muffin Top: A Love Story ที่เธอแสดงประกบเดวิด อาร์เควทท์, มาริสซา จาเร็ท วิโนเคอร์และเร็ตตา เธอเคยเป็นสมาชิกของคณะละครเซคคันด์ ซิตี้แห่งชิคาโก้ เป็นนักแสดงตลกสแตนด์อัพ คอเมดี เป็นนักเขียนอนุทินเฟมินิสต์เบสต์เซลเลอร์ระดับประเทศเรื่อง The Grrl Genius Guide To Life

                โรเบิร์ต เจ. ดอร์แมนน์ (ผู้ควบคุมงานสร้าง) เป็นผู้ควบคุมงานสร้างเจ้าของผลงานเรื่อง The Girl in the Spider’s Web, 10 Cloverfield Lane, Get Hard, 2 Guns, Jeff Who Lives at Home และ Sunshine Cleaning ระหว่างทำหน้าที่ผู้ช่วยอำนวยการสร้างและผู้จัดการกกองถ่าย ดอร์แมนน์ได้ร่วมงานกับทีมงานเบื้องหลังภาพยนตร์ชื่อดังยอดนิยมประจำบ็อกซ์ออฟฟิศปี 2018 เรื่อง A Star is Born ที่นำแสดงโดยเลดี้กาก้าและแบรดลีย์ คูเปอร์ บ็อบ ผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มา 28 ปี ได้ช่วยดูแลงานสร้างภาพยนตร์หลายเรื่องรวมถึงผู้กำกับชื่อดังหลายคน รวมถึงเจเจ อับรามส์, วอลเตอร์ ฮิล, เอมี ปาสคัล, อลิซาเบธ แคนทาลัน, บิลลี เกอร์เบอร์, เจสัน ไรท์แมน, พี่น้องดูพลาส, ลีแอนน์ ฮัลฟอน, รัสเซล สมิธและปีเตอร์ ซาราฟ เขาเริ่มต้นทำงานภาพยนตร์ในโปรเจ็กต์ชื่อดังอย่าง Little Miss Sunshine, Mr. & Mrs. Smith, Man on Fire และ Thank You For Smoking เขาได้อำนวยการสร้างและ/หรือดูแลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเชิงรายได้เรื่อง CHIPS, The Cloverfield Paradox, Grudge Match และ The Lucky One ก่อนหน้าการเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เขาได้ทำงานในรายการถ่ายทอดสด รายการเรียลลิตี้ โฆษณาและสารคดี เขาเป็นชาวเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย และเป็นศิษย์เก่ายูซีแอลเอ ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับภรรยาและลูกๆ ที่น่ารักสองคนของพวกเขา

                ที.ดี. เจคส์ (ผู้ควบคุมงานสร้าง) ซีอีโอของทีดีเจ เอนเตอร์ไพรส์เซส เขาเป็นนักการสื่อสาร นักธุรกิจเพื่อสังคมและผู้นำด้านธุรกิจหลากมิติ ในฐานะซีอีโอของทีดีเจ เอนเตอร์ไพรส์เซส เจคส์ได้ตีพิมพ์หนังสือกว่า 40 เล่ม รวมถึง Soar ปี 2017 ซึ่งล้วงลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนักธุรกิจ ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ภาพยนตร์เก้าเรื่องของเขาทำรายได้มากกว่า 300 ล้านเหรียญจนถึงปัจจุบัน รวมถึงภาพยนตร์ปี 2016 เรื่อง Miracles from Heaven และ Faith under Fire ทางสถานีไลฟ์ไทม์ในปี 2018 ในฐานะผู้นำด้านความคิด เจคส์ได้ขึ้นพูดบนหลายเวทีตั้งแต่สถาบันแอสเพนไปจนถึงปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ซีอีโอ ฟอรัมที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนท์ และเทศกาลดัลลัส เฟสติวัล ออฟ ไอเดีย กับผู้อำนวยการเอทีแอนด์ที แรนดัลล์ สตีเฟนสัน อิทธิพลของเจคส์ยังครอบคลุมถึงการได้ขึ้นปกนิตยสารไทม์ และได้เสนอความคิดเห็นทางรายการของซีเอ็นเอ็น, เอ็มเอสเอ็นบีซี, ฟ็อกซ์ นิวส์ และ ฯลฯ ความคิดเห็นที่กระตุ้นความรู้สึกของเขาได้ปรากฏอยู่ในบทความที่ตีพิมพ์ลงวอชิงตัน โพสต์, เดอะ ฮัฟฟิงตัน โพสต์, นิวส์วีค, อิงค์. และบลูมเบิร์ก/บิซิเนสวีค เจคส์เป็นนักมนุษยธรรมที่ได้รับรางวัล ผู้มีผลงานทั้งในท้องถิ่น ระดับประเทศและทั่วโลกด้านการศึกษา สุขอนามัย กระบวนการยุติธรร การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเตรียมพร้อมรับมือกับหายนะ การช่วยเหลือและการฟื้นฟู ในวันอาทิตย์ เจคส์ทำหน้าที่บาทหลวงสำหรับสมาชิกโบสถ์กว่า 30,000 ชีวิต และมีผู้ติดตามทางออนไลน์กว่า 22 ล้านคน รวมถึงในแพลทฟอร์มเบื้องหลังโอทีทีใหม่ของเขาในชื่อ “Bishop’s Village” ด้วย สนใจข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเข้าไปดูได้ที่   www.tdjakes.com

เดอร์ริค วิลเลียมส์ (ผู้ควบคุมงานสร้าง)

อวี้ ตง (ผู้ควบคุมงานสร้าง)

เจฟฟรีย์ ชาน (ผู้ควบคุมงานสร้าง)

ปีเตอร์ เมนซีส์, จูเนียร์. เอซีเอส. (ผู้กำกับภาพ) เกิดในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เขาเป็นผู้กำกับภาพรุ่นทีสอง ผู้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากผลงานที่โด่งดังและหลากหลายของเขา ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์กว่า 30 เรื่อง ผลงานของเขาไม่จำกัดอยู่เพียงภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงตอนไพล็อตทางโทรทัศน์ มินิซีรีส์และโฆษณาอีกด้วย
                ผลงานของเขาในแนวแฟนตาซี/แอ็กชันและความชำนาญของเขาในการถ่ายทำวิชวล เอฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Clash of the Titans, Lara Croft: Tomb Raider, The Incredible Hulk และ Gods of Egypt ทำให้เขามีคุณสมบัติเหมาะอย่างยิ่งที่จะถ่ายทำภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ลูกผสมของผู้กำกับ วิล กลัคเรื่อง Peter Rabbit ผลงานของเบียทริกซ์ พอตเตอร์ ในปี 2018
เมนซีส์อาจเป็นที่จดจำได้มากที่สุดจากผลงานของเขาในดรามาแอ็กชันผจญภัย ซึ่งรวมถึง Die Hard with a Vengeance, The General’s Daughter, Shooter, Four Brothers, White Sands, The Getaway, Hard Rain, A Time to Kill และภาพยนตร์พีเรียดผจญภัย The Thirteenth Warrior และ The Great Raid เขาชื่นชอบการร่วมงานระหว่างผู้กำกับและผู้กำกับภาพที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครและได้ร่วมงานกับผู้กำกับในตำนานหลายคนจากทั่วโลก ซึ่งรวมถึงบรูซ เบเรสฟอร์ด, จอห์น ซิงเกิลตัน, ไซมอน เวสต์, มิคาเอล ซาโลมอน, จอน เทอร์เทิลท็อบ, โรเจอร์ โดนัลด์สัน, แซม ไรมี, โจเอล ชูมัคเกออร์, จอห์น ดัห์ล, เดวิด นัตเตอร์, ชาร์ลส์ มาร์ติน สมิธ, จอห์น แม็คเทียร์แนน, กาเบรียล มุชชิโน, วิล กลัคและอเล็กซ์ โปรยาส เขาแต่งงานมาแล้ว 25 ปีกับภรรยาและหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขา เดนิส และทั้งคู่มีลูกสาวสามคน เขาเป็นนักแล่นเรือและชื่นชอบการเล่นกีฬา โดยเฉพาะการแข่งรถฟอร์มูลาวันหรือรักบี้นานาชาติ เขาเป็นสมาชิกของสมาคมผู้กำกับภาพออสเตรเลียและสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์

อีริค เฟรเซอร์ (ผู้ออกแบบงานสร้าง) เริ่มต้นทำงานภาพยนตร์ในโตรอนโตก่อนที่จะใช้เวลาในช่วงพัฒนาตัวเองส่วนใหญ่ในบริติช โคลัมเบีย เขาได้ทำงานทั่วทั้งแคนาดาและอเมริกา และได้ทำงานในแถบแคริบเบียนและยุโรปบ้างเป็นบางครั้ง ปัจจุบัน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางไปมาระหว่างโตรอนโตและแวนคูเวอร์

                เด็บรา นีล-ฟิชเชอร์ (มือลำดับภาพ) ทำหน้าที่มือลำดับภาพภาพยนตร์มากว่า 35 ปีและได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมือลำดับภาพหญิงที่มีพรสวรรค์และประสบความสำเร็จสูงสุดในฮอลลีวูด ภาพยนตร์ที่เธอลำดับภาพนั้นทำรายได้ไปกว่าสองพันล้านเหรียญทั่วโลก ผลงานมากมายของเธอรวมถึงการได้ลำดับภาพให้กับคอเมดีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาลหลายเรื่อง รวมถึง Ted 1 & 2 สำหรับเซธ แม็คฟาร์เลน, ทั้งสามภาคของ Hangover โดยท็อดด์ ฟิลลิปส์, ภาพยนตร์โดยทีนา เฟย์และเอมี โพห์เลอร์เรื่อง Baby Mama ตลอดจน Austin Powers 1 & 2 ที่นำแสดงโดยไมค์ ไมเออร์ส เธอได้รับรางวัลเอซ เอ็ดดี้ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ลำดับภาพยอดเยี่ยม (คอเมดีหรือมิวสิคัล) สำหรับ The Hangover นอกจากนี้ เธอยังได้ลำดับภาพให้กับโรแมนติกคอเมดีเรื่อง How to Lose a Guy in 10 Days และภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง Fried Green Tomatoes ผลงานหลากหลายของเธอยังรวมถึงการทำงานให้กับไมเคิล เบย์ใน Transformers ภาคล่าสุดด้วย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอได้ทำงานเป็นมือลำดับภาพที่ปรึกษาให้กับสตูดิโอหลายแห่ง ล่าสุด เธอเพิ่งได้ทำงานใน  50 Shades of Gray ทั้งสามภาคและได้รับเครดิตการเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสร้างจากผลงานของเธอใน 50 Shades Freed

เดวิด คลาร์ค (มือลำดับภาพ) เป็นที่รู้จักจากผลงานของเขาในคอเมดีหลายเรื่อง เช่น ไตรภาค The Hangover, Austin Powers: International Man of Mystery, Ted และ Ted 2 รวมถึง Fifty Shades of Grey, Fifty Shades Freed

                ผลงานของซาบรินา พลิสโก้ (มือลำดับภาพ) ครอบคลุมช่วงเวลากว่า 20 ปีในฐานะมือลำดับภาพทั้งในภาพยนตร์และโทรทัศน์ ซึ่งมีจำนวนกว่า 40 เรื่อง การก้าวสู่แวดวงภาพยนตร์วิชวล เอฟเฟ็กต์เริ่มต้นขึ้นด้วย Sky Captain and The World of Tomorrow ล่าสุด เธอได้ก้าวสู่โลกมาร์เวลด้วย Doctor Strange ในช่วงทศวรรษที่แล้ว เธอได้พบความถนัดในโปรเจ็กต์ “ลูกผสม” สำหรับครอบครัว ซึ่งผสมผสานอนิเมชันและไลฟ์แอ็กชันเข้าด้วยกัน เช่น Charlott’es Web, Mr. Magorium’s Wonder Emporium, Beverly Hills Chihuahua และ The Smurfs และ Smurfs 2
                ในปี 2015 พลิสโก้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีจากมินิซีรีสทางเอแอนด์อีเรื่อง Houdini โปรเจ็กต์จอแก้วเรื่องอื่นๆ รวมถึง มินิซีรีส์ดรีมเวิร์คส์เรือง “Into the West,” “Boomtown,” “Uprising” (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอซ เอ็ดดี้ อวอร์ด), “Trapped in a Purple Haze” และ “Junction Boys” รวมถึงการร่วมงานทางดนตรีกับโรเบิร์ต ทาวน์เซนด์ใน  “Livin’ For Love: The Natalie Cole Story,” “Holiday Heart,” “Little Richard”

                โมนิค พรูดอมม์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ได้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์โดยเทอร์รี กิลเลียมเรื่อง The Imaginarium of Doctor Parnassus ที่นำแสดงโดยฮีธ เล็ดเจอร์ ผู้ล่วงลับ ผลงานของเธอในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ปี 2010 สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รวมถึงได้รับรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายแฟนตาซียอดเยี่ยมจากสมาพันธ์นักออกแบบเครื่องแต่งกาย รางวัลแซทเทิลไลท์ อวอร์ดสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมปี 2009 และรางวัลลีโอ อวอร์ดในแวนคูเวอร์
                นอกจากนี้ เธอยังได้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์คอเมดียอดนิยมม้ามืดโดยเจสัน ไรท์แมนเรื่อง Juno ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักออกแบบเครื่องแต่งกายสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัยยอดเยี่ยมอีกด้วย
                เธอเริ่มต้นทำงานเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายในเมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เธอได้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับโปรเจ็กต์ภาพยนตร์และโทรทัศน์หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่องราวการผจญภัย ดรามาและคอเมดี ผลงานที่หลากหลายของเธอรวมถึง The Art of Racing in the Rain, Wonder, If I Stay, Underworld Awakening, Percy Jackson: Sea of Monsters, The Big Year, Best in Show, Bates Mote ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลลีโอ อวอร์ดสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมสำหรับซีรีส์โทรทัศน์และมินิซีรีส์ Steven King’s “IT” (1990)
                เธอได้ทำงานในแคนาดา ยุโรปและอเมริกา ปัจจุบัน เธอทำงานในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here