สรท. ไม่หวั่นโอมิครอน ดันส่งออกปี 65 โต 5-8% - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Responsive Ads Here

Post Top Ad

Responsive Ads Here

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2565

สรท. ไม่หวั่นโอมิครอน ดันส่งออกปี 65 โต 5-8%

 


วันอังคารที่ 11 มกราคม 2565 เวลา 10.30-12.00 น. ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับ นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธาน สรท. ระบุว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนพฤศจิกายน 2564 กับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 23,647.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 24.7% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 783,424.6 ล้านบาท ขยายตัว 33.5% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนขยายตัว 19.4%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22,629.2 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 759,679.4ล้านบาท ขยายตัว 28.9% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2564 เกินดุลเท่ากับ 3,927.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 15,545.9 ล้านบาท

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม - พฤศจิกายนของปี 2564 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 246,243.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,731,390.8 ล้านบาท ขยายตัว 17.5% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วง 11 เดือนนี้ขยายตัว 19.4%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 242,315.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,715,844.9 ล้านบาท ขยายตัว 30.8% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม - พฤศจิกายนของปี 2564 เกินดุล 3,927.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 15,545.9 ล้านบาท

สรท. คงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2564 เติบโตถึง 15-16% และคาดการณ์ปี 2565 เติบโต 5-8% (ณ เดือนมกราคม 2565) โดยมีปัจจัยปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1) สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด–19 “โอมิครอน” ทั่วโลกรวมถึงไทย จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ ที่มีการพบจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทย แม้รายงานผลกระทบจากการติดเชื้อยังคงไม่รุนแรงนัก แต่รัฐบาลหลายประเทศต้องพิจารณาทบทวนเรื่องการกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ว่าจำเป็นมากน้อยเพียงใด และหากนำกลับมาใช้อีกจะต้องเข้มงวดในระดับไหน ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 2) แรงงานในภาคการผลิตขาดแคลนต่อเนื่อง ประกอบกับต้นทุนการจ้างงานปรับตัวสูงขึ้น กระทบการผลิตเพื่อส่งออกที่กำลังฟื้นตัว 3) ปัญหาความหนาแน่นภายในท่าเรือประเทศปลายทาง ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการขนถ่ายสินค้า รวมถึงปัญหา Space allocation ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถจองระวาง ตลอดจนค่าระวางเรือยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และมีแนวโน้มที่จะทรงตัวสูงยาวจนถึงปลายปี 2565 4) ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, น้ำมัน ส่งผลให้ภาคการผลิตเพื่อส่งออก ยังคงประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

ข้อเสนอแนะของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย 1) ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทและคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับเหมาะสม 2) ขอให้กระทรวงพลังงาน ควบคุมต้นทุนพลังงานให้อยู่ในระดับเหมาะสม ไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการที่อยู่ในช่วงการฟื้นฟูหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และ 3) ขอให้กระทรวงแรงงาน เร่งช่วยเหลือเรื่องปัญหาการนำเข้าแรงงานต่างด้าวในภาคการผลิต ดังนี้ 3.1) กำหนดพื้นที่บริหารจัดการส่วนกลาง หรือศูนย์ One Stop Service (OSS) สำหรับบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว อาทิ จุดคัดกรองด้านสาธารณสุขและอุปกรณ์เวชภัณฑ์ที่จำเป็นในการตรวจสอบ รวมถึงให้สามารถดำเนินการด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจุดเดียว 3.2) อำนวยความสะดวกพื้นที่ในการกักตัว โดยอาจนำสถานที่ราชการที่เหมาะสม มาปรับใช้ในการกักตัวให้กับแรงงานต่างด้าว ระหว่างรอผลตรวจและการดำเนินเอกสาร 3.3) ค่าใช้จ่ายการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU สูงมาก จากช่วงก่อน COVID-19 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000-5,000 บาทต่อคน เป็น 12,000 – 22,000 บาทต่อคน ในปัจจุบัน ส่งผลให้ภาคเอกชนจำต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ปรับลดค่าใช้จ่ายบางส่วน อาทิ ค่าบริการตรวจโควิด (ครั้งละ 1,300 เหลือ 800 บาท) ค่าสถานที่กักตัว (จากวันละ 500 เหลือวันละ 300 บาท) ค่าประกันโควิดและชุดตรวจ ATK เป็นต้น 4) เร่งเจรจากรอบความตกลงการค้าเสรี TH - EU

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here