สรท. ลุ้นส่งออกปี 64 โต 15% คาดปี 65 โต 5% - Today Updatenews

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สรท. ลุ้นส่งออกปี 64 โต 15% คาดปี 65 โต 5%

 


วันอังคารที่ 7 ธันวาคม 2564 เวลา 10.30-12.00 น. ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับ นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธาน สรท. และนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. ณ ห้องมณฑาทิพย์ 3 โรงแรมอนันตรา สยาม และออนไลน์ผ่านระบบ Google Hangout Meet ระบุว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนตุลาคม 2564 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 22,738.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 17.35% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 750,015.8 ล้านบาท ขยายตัว 24.9% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนตุลาคมขยายตัว 25.38%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 23,108.9 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 34.6% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 772,540 ล้านบาท ขยายตัว 43.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2564 ขาดดุลเท่ากับ 370.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 22,524 ล้านบาท


ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทย ในเดือนมกราคม
ตุลาคม 2564 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 222,736.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 15.7% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 6,952,185.9 ล้านบาท ขยายตัว 16% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วง 10 เดือนนี้ขยายตัว 19.6%) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 222,736.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 15.7% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 6,999,330.7 ล้านบาท ขยายตัว 31.8% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทย เดือนมกราคม – ตุลาคม 2564 เกินดุล 1,646.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดดุลเท่ากับ 47,114.8 ล้านบาท


สรท.ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี
2564 ลุ้นเติบโตถึง 15% และคาดการณ์ปี 2565 โต 5-8% (ณ เดือนธันวาคม 2564) โดยมีปัจจัยปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2564 ได้แก่ 1) ความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ “โอไมครอน” ซึ่ง WHO จัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวล และเริ่มมีการแพร่กระจายในหลายประเทศ อาทิ เบลเยี่ยม เยอรมัน อิตาลี เชค ออสเตรเลย ฮ่องกง สหรัฐฯ อังกฤษ ซึ่งยังคงมีตัวเลขผู้ติดเชื้อในระดับสูง ขณะที่หลายประเทศเริ่มกลับมาจำกัดการเดินทางเข้าออกประเทศโดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากแอฟริกา และมีความเป็นไปได้ที่หลายประเทศอาจจะล็อคดาวน์อีกครั้งซึ่งสวนทางกับช่วงเศรษฐกิจกำลังเร่งฟื้นตัว 2) แรงงานในภาคการผลิตขาดแคลนต่อเนื่อง ประกอบกับต้นทุนการจ้างงานปรับตัวสูงขึ้น กระทบการผลิตเพื่อส่งออกที่กำลังฟื้นตัวจากโควิด 3) ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ตกค้าง ณ ท่าเรือปลายทาง โดยเฉพาะท่าเรือ Los Angeles และ Long Beach ที่พบปัญหาความหนาแน่นภายในท่าเรือ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานในการขนถ่ายสินค้า รวมถึงปัญหา Space allocation ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถจองระวางและส่งสินค้าได้ทันตามกำหนด ตลอดจนค่าระวางเรือยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหภาพยุโรป สหรัฐฯ รวมถึงจีนที่มีการเร่งนำเข้าสินค้าในทันช่วงเทศกาลคริสต์มาสและตรุษจีน ส่งผลให้บางสายการเดินเรือต้องหยุดให้บริการจองระวางชั่วคราว ส่งผลต่อภาระต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ผู้ส่งออกต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และมีแนวโน้มที่จะทรงตัวสูงยาวจนถึงปี 2565 4) ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, น้ำมัน ส่งผลให้ภาคการผลิตเพื่อส่งออก ยังคงประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง 5) ปัญหาคอขวดด้านอุปทานของโลก เนื่องจากการผลิตทำได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ต้นทุนการผลิตโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเอเชียและไทยต้องแบกรับภาระจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องถึงกำลังซื้อผู้บริโภค และทำให้การนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มชะลอตัวลง


ข้อเสนอแนะในภาพรวม สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย  

1.       ปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MOU ในแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1.1.     กำหนดพื้นที่บริหารจัดการส่วนกลางสำหรับรวมถึงการตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับกักตัวและบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว อาทิ สถานที่กักตัว จุดคัดกรองและอุปกรณ์เวชภัณฑ์ที่จำเป็นในการตรวจสอบ ดำเนินการด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจุดเดียว

1.2.     เชื่อมโยงข้อมูล Digital Data Linkage ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง เพื่อให้สามารถตรวจข้อมูลได้สะดวกรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นในทางปฏิบัติ

2.       เร่งปรับลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าวัตถุดิบ อาทิ ภาษีสินค้าเหล็ก เซมิคอนดักเตอร์ วัตถุดิบสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับนำเข้าผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งอาจส่งต่ออัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นกระทบราคาสินค้าที่ต้องปรับตัวตามกลไกราคา


ทั้งนี้ เพื่อให้มีแนวทางในการพัฒนาการส่งออกไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระยะต่อไป สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้จัดทำ White Paper: Post Covid-19 Rehabilitation Plan for Export Sector เพื่อนำเสนอ 1) บทวิเคราะห์สภาพความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก 2) ความท้าทายระดับมหภาคต่อการส่งออกของไทย 3) ความท้าทายและข้อเสนอแนะในภาพรวมและรายอุตสาหกรรม ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญประกอบด้วย อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมพลาสติกและผลิตภัณฑ์

การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกด้วย PESTEL Model พบว่ามีปัจจัยภายนอกสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกของประเทศในระยะต่อไป ประกอบด้วย 1) ปัจจัยด้านการเมือง อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แนวคิดชาตินิยมและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศในหลายประเทศและในหลายอุตสาหกรรม 2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ อาทิ การเจรจาการค้าเสรีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ระดับทวิภาคี พหุภาคี และ Global FTA โดยเฉพาะประเด็นการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้าภายในกลุ่ม การกำหนดนโยบายด้านงบประมาณเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น  อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องสวนทางกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีทิศทางเติบโตมากขึ้น บทบาทค่าเงินเหรียญสหรัฐต่อเศรษฐกิจโลก การเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์และทรัพยากรโดยไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน ทิศทางค่าระวางเรือในตลาดขนส่งสินค้าทางทะเลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3) ปัจจัยด้านสังคม อาทิ สถานการณ์ขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม การเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชนในสถานประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลขององค์กรธุรกิจถูกจับตามากขึ้นจากลูกค้าและสังคม แรงกดดันจากสังคมในการป้องกันความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในสถานประกอบการ 4) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและการพัฒนาด้าน Robotic 5) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการตระหนักรู้ถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกของผู้บริโภค 6) ปัจจัยด้านกฎหมาย อาทิ การออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การบังคับกฎหมายทางด้านภาษีอย่างเคร่งครัดและครอบคลุมธุรกิจใหม่มากขึ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันและรายได้ของภาครัฐ การผ่อนปรนกฎระเบียบและมาตรการทางการเงิน และการออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น


มูลค่าการส่งออกของไทยที่กลับมาเติบโตในปี 2564 แสดงให้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ภายใต้แรงฉุดจากความท้าทายระดับมหภาคต่อการส่งออกของไทย ได้แก่ 1) ความล่าช้าในการใช้ประโยชน์จากความตกลง อาทิ RCEP ความล่าช้าในการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ การแสดงเจตจำนงเข้าร่วมการเจรจา CPTPP การเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สหราชอาณาจักร ไทย-ตุรกี และไทย-ปากีสถาน รวมถึงการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาข้อกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี 2) ด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ พบว่าผู้ส่งออกไทยเผชิญปัญหาสำคัญ ได้แก่ 2.1) ด้านการขนส่งสินค้าทางทะเล อาทิ ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์และระวางเรือขาดแคลนจากวิกฤตการหมุนเวียนตู้สินค้าในตลาดขนส่งทางทะเล ค่าระวางเรือ (Freight) และค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มภายในประเทศ (Local Charges) ปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยไม่เหมาะสมกับต้นทุนและไม่มีเหตุผลสมควร ปัญหาจากการล่าช้า (Delay) ของเรือ ส่งผลให้ตารางเรือเปลี่ยนแปลง สายเรือแจ้งเลื่อนการส่งมอบตู้สินค้าและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ส่งออก ปัญหาความแออัดของท่าเทียบเรือระหว่างประเทศ และความล่าช้าในการนำเข้าตู้สินค้า/ตู้เปล่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง การเรียกเก็บค่า Cargo Dues จากผู้นำเข้าอย่างเข้มงวด 2.2) ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ อาทิ การขาดแคลนระวางขนส่งสินค้า และการปรับเพิ่มสูงขึ้นของค่าระวางการขนส่งสินค้าทางอากาศ รวมถึง นโยบาย ICAO’s Air Cargo Security กำหนดให้ผู้ส่งสินค้าและผู้ขนส่งสินค้าทางอากาศจดทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแล ภายใต้แนวคิด Known Consignor (KC) และ Regulated Agent (RA) ขณะที่สหภาพยุโรปกำหนดมาตรการความปลอดภัยสำหรับการขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศ จากประเทศนอกเครือสหภาพยุโรป หรือ Air Cargo and Mail Carrier Operating into the Union from a Third Country Airport (ACC3) ในการกำหนด KC3 (Known Consignor) และ RA3 (Regulated Agent) ซึ่งมีมาตรฐานสูงกว่า 2.3) การขนส่งสินค้าทางถนนและทางราง ซึ่งมีข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านจากมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายเรื่องความสูงของรถบรรทุกเมื่อบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ประเภท High Cube และรถบรรทุกรถยนต์ รวมถึงความล่าช้าในการทำสัญญาสัมปทานไอซีดีลาดกระบัง 2.4) ด้านพิธีการศุลกากร พบว่ายังมีปัญหาความซ้ำซ้อนในการยื่นเอกสารที่คล้ายคลึงกันแก่หลายหน่วยงาน และรูปแบบการกรอกข้อมูลเข้าสู่แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (Data field) ยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานเดียวกัน และยังมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารตัวจริง ในการยื่นประกอบขอใบรับรอง/ใบอนุญาตกับหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ไม่พร้อมรับมือกับการปฏิบัติตามมาตรการ Social Distancing เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 3) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและระบบฐานข้อมูล พบว่าผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวสำหรับการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัล ประกอบกับความล่าช้าในการปรับปรุงการทำงานภาครัฐไปสู่ดิจิทัล โดยเฉพาะการพัฒนาระบบ National Single Window (NSW) ให้เป็น Single Submission และระบบ Port Community System (PCS) 4) ด้านการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน พบว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมการขาดสภาพคล่องทางการเงินจากยอดขายที่ลดลง และความผันผวนของค่าเงินบาท 5) ด้านแรงงานและการฝึกอบรม พบว่าในระยะแรกของการระบาดเกิดปัญหา การจ้างงานโดยรวมและชั่วโมงการทำงานลดลง อัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อสถานการณ์ส่งออกเริ่มฟื้นตัวกลับพบปัญหาที่แตกต่างกันคือ สถานประกอบการไม่สามารถจัดหาแรงงานเพียงพอต่อกำลังการผลิต เงื่อนไขการจ้างงานไม่เอื้ออำนวยต่อปริมาณงาน พบข้อจำกัดในการจ้างแรงงานแบบ Part-time และมีความจำเป็นมากขึ้นในการพัฒนาแรงงานให้พร้อมต่อรูปแบบการทำงานแบบ New Normal ตลอดจนการ Upskill และ Re-skill เพื่อให้พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องจักรอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาร่วมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์รายอุตสาหกรรม จึงมีข้อเสนอแนะการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่สำคัญประกอบไปด้วย

                                          


(1) ด้านการเจรจาการค้าเสรี และการยกเลิกข้อกีดกันทางการค้า อาทิ (1.1) จัดการประชุมร่วมกับภาคเอกชน สมาคมการค้า และทูตพาณิชย์ เพื่อพิจารณาสถานการณ์ส่งออกและปัญหาที่ส่งผลกระทบรายกลุ่มสินค้าเป็นประจำทุกเดือน (1.2) เร่งรัดการเจรจาการค้าเสรีกับคู่ค้าสำคัญ อาทิ กำหนดท่าทีเข้าร่วมเจรจา CPTPP เร่งรัดการเจรจา ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สหราชอาณาจักร ไทย-ปากีสถาน ไทย-ตุรกี ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย รวมถึงการเจรจาเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์และลดข้อกีดกันทางการค้ากับชาติสมาชิกอาเซียน RCEP และอินเดีย (1.3) เจรจากับประเทศจีนเพื่ออนุญาตให้สินค้าไทยสามารถผ่านแดนเพื่อขนส่งผ่านระบบรางต่อไปยังเอเชียกลางและสหภาพยุโรป

(2) ด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ (2.1) เร่งแก้ไขปัญหาความแออัดในท่าเรือแหลมฉบัง เพิ่มทางเลือกของการขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกจากภาคใต้ (2.2) ยกเว้นการเรียกเก็บค่า Cargo Dues สำหรับเรือ Barge ในร่องน้ำเจ้าพระยา และจัดกลุ่มประเภทของสินค้าที่ต้องชำระค่า Cargo Dues และกำหนดอัตราเรียกเก็บให้สอดคล้องกับต้นทุนสินค้า (2.3) อนุญาตให้ตู้สินค้า/ตู้เปล่าขาเข้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง สามารถขนถ่ายผ่านท่าเทียบเรือระหว่างประเทศและท่าเทียบเรือชายฝั่ง A ได้ตามความสมัครใจ (2.4) ส่งเสริมการเพิ่มบริการขนส่งสินค้าทางอากาศแบบประจำเส้นทางโดยเครื่องบินขนส่งสินค้า (2.5) เร่งรัดดำเนินมาตรการรับรองมาตรฐานผู้ประกอบการเป็น Known Consignor และ Regulated Agent เร่งรัดเจรจาเปิดเส้นทางการขนส่งใน GMS (2.6) เร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดและอุปสรรค ให้สอดคล้องกับรูปแบบการขนส่งทางถนน (2.7) เร่งรัดการพัฒนาท่าเรือบก สถานีบรรจุสินค้ากล่อง และลานกองตู้สินค้าเพื่อยกระดับการขนส่งทางราง (2.8) กำกับดูแลมิให้มีการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศในอัตราที่สูงเกินต้นทุนจริง (2.9) กำกับดูแลการใช้อำนาจเหนือตลาดและอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าของสายเรือต่อผู้ส่งออก (2.10) ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Transshipment Port (2.11) กำหนดมาตรฐานคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์สำหรับบรรจุสินค้า (2.12) สนับสนุนการลงทุนของผู้ให้บริการซ่อมตู้คอนเทนเนอร์ในประเทศ (2.13) ส่งเสริมการผลิตและการลงทุนเพื่อใช้บรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (2.14) ขยายเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ ด่านศุลกากร เป็น 7 วัน 24 ชั่วโมง แบบกะ และไม่คิดค่าล่วงเวลา (2.15)  ขยายเงื่อนเวลาให้ของถ่ายลำหรือผ่านแดนสามารถอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นเวลา 60 วัน แบบถาวร

(3) ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ (3.1) เร่งพัฒนาระบบ NSW ให้เป็น Single Submission (3.2) เร่งพัฒนาระบบ Port Community System และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3.3) เร่งพัฒนาระบบ National Digital Trade Platform (3.4) ส่งเสริมให้เกิด E-Commerce Super Platform ของไทย (3.5) พัฒนาระบบการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์

(4) ด้านการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน อาทิ (4.1) รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทระหว่าง 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐฯ (4.2) จัดสรรงบประมาณหรือกองทุนเพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมภาคการผลิตและการส่งออก (4.3) เจรจาสนธิสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศเป้าหมายการลงทุนและประเทศคู่เจรจาการค้าเสรี (4.4) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนนอกประเทศเป็นเวลาประมาณ 8-10 ปี (4.5) ลดต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการ (4.6) ลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ

(5) ด้านการพัฒนานวัตกรรม อาทิ (5.1) ลดเงื่อนไขวงเงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับสนับสนุนการลงทุน (5.2) สนับสนุนงบประมาณวิจัยและพัฒนา การใช้ประโยชน์จากงานวิจัย จัดหานักวิจัยเพื่อร่วมมือกับ SMEs (5.3) ส่งเสริมการลงทุน วิจัย และพัฒนาตามกรอบ BCG และ SDGs (5.4) ส่งเสริมให้มีศูนย์และออกแบบและพัฒนาสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ

(6) ด้านการส่งเสริมการลงทุนในระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ อาทิ (6.1) ส่งเสริมการลงทุนในเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติเพื่อทดแทนแรงงานคน (6.2) จัดหาแหล่งเงินทุนที่มีเงื่อนไขเหมาะสมกับสถานะทางการเงินของผู้ประกอบการ (6.3) ปรับปรุงกฎระเบียบด้านผังเมืองให้สอดคล้องกับการลงทุนใหม่ของสถานประกอบการที่ตั้งโรงงานอยู่แต่เดิม

(7) ด้านแรงงานและการฝึกอบรม อาทิ (7.1) สนับสนุนด้านภาษีและงบประมาณฝึกอบรมให้กับแรงงานและสถานประกอบการเพื่อ re-skill และ up-skill (7.2) ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเงินและการพัฒนามาตรฐานองค์กร (7.3) จัดและสนับสนุนงบประมาณ Training for Trainers (7.4) ส่งเสริมให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการสร้างและบริหารจัดการศูนย์ฝึกอบรมมาหักค่าใช้จ่ายได้ 300%  (7.5) ปรับปรุงกฎหมายแรงงาน ให้รองรับ WFH และการจ้างงาน Part Time

(8) ด้านอื่น อาทิ (8.1) ส่งเสริมและยกระดับสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (8.2) สนับสนุนให้มีการรับรองมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) (8.3) สนับสนุนการลงทุนผลิตสินค้าเพื่อสุขอนามัยและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ (8.4) จัดทำแผนฉุกเฉิน หรือแผนสำรอง ระดับประเทศ (8.5) เผยแพร่วัฒนธรรมความเป็นไทยในสินค้าที่มีจุดเด่น (8.6) ส่งเสริมการลงทุนในลักษณะคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดการพัฒนามูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอย่างครบวงจร และกระจายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค (8.7) การลงทุนเพื่อลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และ (8.8) การยกระดับหน่วยงานภายในประเทศในการออกใบรับรองเพื่อประโยชน์ทางการค้า.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad